เครื่องรูดบัตร ธนาคารไหนดี ? [อัปเดตปี 2568]

เทียบเครื่อง EDC สำหรับร้านอาหาร

ในยุคสังคมไร้เงินสด การมีเครื่องรูดบัตร หรือเครื่อง EDC (Electronic Data Capture) กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร้านอาหารทุกประเภท ไม่ใช่แค่เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า แต่ยังช่วยเพิ่มยอดขาย และภาพลักษณ์ที่ทันสมัยให้กับร้านอีกด้วย แต่คำถามที่เจ้าของร้านส่วนใหญ่มักสงสัย คือเครื่องรูดบัตรธนาคารไหนดี? เพราะแต่ละธนาคารก็มีข้อเสนอ และเงื่อนไขที่แตกต่างกันบทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกการเลือกเครื่องรูดบัตรสำหรับร้านอาหาร โดยเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญที่คุณควรพิจารณา เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าเครื่องรูดบัตร EDC แบบไหนที่เหมาะกับร้านของคุณที่สุดในปี 2568

 

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกเครื่องรูดบัตร EDC

ก่อนตัดสินใจว่าจะใช้บริการเครื่องรูดบัตรของธนาคารไหน เจ้าของร้านควรตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่าต้องการอะไรจากเครื่อง EDC เป็นพิเศษ เช่น

  • ค่าใช้จ่าย: ค่ามัดจำเครื่อง ค่าซิม ค่าบำรุงรักษา และค่าธรรมเนียมการรูดบัตรคุ้มค่าหรือไม่?
  • ความสะดวก: ขั้นตอนการสมัครยุ่งยากไหม? ต้องรอนานแค่ไหน?
  • สามารถรองรับการชำระหลายรูปแบบ: รองรับการชำระเงินที่หลากหลาย ทั้งบัตรเครดิต บัตรเดบิต และ E-Wallet หรือไม่?
  • การเชื่อมต่อกับระบบอื่น: สามารถทำงานร่วมกับระบบจัดการร้านอาหาร (ระบบ POS) ที่ใช้อยู่ได้อย่างราบรื่นหรือไม่?
  • บริการหลังการขาย: มีทีมงานคอยสนับสนุน และแก้ไขปัญหาให้ตลอดเวลาหรือไม่?

 

เปรียบเทียบ เครื่อง EDC ของ LINE MAN Wongnai กับ EDC ทั่วไปเจ้าอื่น ๆ

เมื่อพิจารณาปัจจัยข้างต้นแล้ว เราจะมาดูการเปรียบเทียบที่ชัดเจนระหว่าง เครื่องรูดบัตร EDC ของ LINE MAN Wongnai ที่ออกแบบมาเพื่อร้านอาหารโดยเฉพาะ กับเครื่อง EDC ทั่วไปจากธนาคารอื่น ๆ ในแต่ละด้าน

ตารางเปรียบเทียบ เลือก เครื่องรูดบัตร EDC ธนาคารไหนดี

1. ความสะดวกในการสมัคร และรับเครื่อง

  • EDC ของ LINE MAN Wongnai: โดดเด่นเรื่องความสะดวกสบาย เจ้าของร้านสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้เลย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก อนุมัติรวดเร็ว และได้รับเครื่องภายใน 14 วันหลังอนุมัติ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่ธนาคาร
  • EDC เจ้าอื่น ๆ: โดยทั่วไปแล้วต้องเดินทางไปติดต่อที่หน้าสาขาธนาคาร และอาจต้องเปิดบัญชีใหม่ร่วมด้วย ทำให้ใช้เวลาในการอนุมัติที่ยาวนานกว่า และต้องเดินทางไปรับเครื่องด้วยตนเอง

 

2. ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และรายเดือน

  • EDC ของ LINE MAN Wongnai: ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นได้มาก เพราะฟรีทั้งค่ามัดจำเครื่อง (ที่อาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 1,000 – 3,000 บาท) และค่าซิมเสริม (ที่อาจมีค่าใช้จ่าย 100 – 120 บาทต่อเดือน)
  • EDC เจ้าอื่น ๆ : มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และค่าใช้จ่ายรายเดือน เช่น ค่ามัดจำเครื่อง และค่าซิมเสริม ทำให้มีต้นทุนที่สูงกว่าตั้งแต่แรกเริ่ม

 

3. รูปแบบการรับชำระเงินที่หลากหลาย

  • EDC ของ LINE MAN Wongnai: ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับยุคสังคมไร้เงินสดอย่างแท้จริง รับชำระได้ครบทุกรูปแบบ ทั้งบัตรเครดิต/เดบิต พร้อมเพย์ LINE Pay รวมถึง E-Wallet ยอดนิยม เช่น  Alipay WeChat Pay และอื่น ๆ ในเครื่องเดียว
  • EDC เจ้าอื่น ๆ: มักจะจำกัดการรับชำระแค่บัตรเครดิต / เดบิตหลัก ๆ เท่านั้น หากต้องการรับชำระผ่าน E-Wallet อาจต้องทำเรื่องเอกสาร และติดตั้งระบบเพิ่ม ซึ่งทำให้การจัดการยุ่งยากขึ้น

 

4. การทำงานที่เชื่อมต่อกับระบบจัดการร้าน (POS)

  • EDC ของ LINE MAN Wongnai: นี่คือจุดแข็งที่แตกต่างอย่างชัดเจน เครื่อง EDC เชื่อมต่อกับระบบ FoodStory POS โดยตรง เมื่อพนักงานกดชำระเงินใน POS ยอดเงินจะถูกส่งไปที่เครื่อง EDC โดยอัตโนมัติ ช่วยป้องกันความผิดพลาดจากการคีย์ยอดเงินซ้ำซ้อน
  • EDC เจ้าอื่น ๆ: ระบบจะทำงานแยกส่วนกัน พนักงานจะต้องคีย์ยอดเงินซ้ำสองครั้ง ทั้งในโปรแกรม POS และบนเครื่อง EDC ทำให้มีโอกาสผิดพลาดสูง และต้องใช้เวลาในการตรวจสอบยอดตอนปิดร้านมากขึ้น

 

5. การจัดการบัญชี และรายงานที่ง่ายกว่า

  • EDC ของ LINE MAN Wongnai: ยอดเงินที่รูดผ่านเครื่อง EDC จะถูกบันทึก และสรุปในระบบ FoodStory POS ทันที ทำให้เจ้าของร้านสามารถตรวจสอบยอดขายแบบเรียลหทม์ รายงานการเงิน และข้อมูลการชำระเงินทั้งหมดได้ในที่เดียว
  • EDC เจ้าอื่น ๆ: การตรวจสอบยอดขายอาจต้องดูจากหลายระบบ ทั้งรายงานจากเครื่อง EDC ระบบ POS และแอปพลิเคชัน E-Wallet ต่าง ๆ ทำให้การสรุปยอดในแต่ละวันมีความซับซ้อน และใช้เวลานาน

 

เสียงตอบรับจากผู้ใช้งานจริง: ร้าน Ksana Matcha

ความสะดวกสบายของลูกค้าควบคู่ไปกับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน คือ หัวใจสำคัญของการบริการที่ดี เหมือนอย่างที่คุณแจ็ค หุ้นส่วนร้าน Ksana Matcha ได้แบ่งปันถึงประสบการณ์จริงที่ได้รับจากระบบ FoodStory POS

Ksana Matcha รีวิวการใช้งานเครื่อง EDC คู่กับ Wongnai POS

“ตั้งแต่ใช้เครื่อง EDC ลูกค้าจ่ายง่ายขึ้น ไม่ว่าจะบัตรหรือ e-wallet บางคนไม่มีเงินสด ก็ยังซื้อได้ครบเหมือนเดิม แถมพนักงานก็ทำงานเร็วขึ้น เพราะเชื่อมต่อกับ Wongnai POS อัตโนมัติ ไม่ต้องคีย์ยอดซ้ำ ลดผิดพลาดไปเยอะเลย” – คุณแจ็ค หุ้นส่วนร้าน ksana matcha

 

คำยืนยันจากผู้ประกอบการจริงสะท้อนให้เห็นว่า การมีระบบชำระเงินที่รองรับทุกความต้องการของลูกค้า และช่วยให้การทำงานของพนักงานเป็นเรื่องง่าย ทำให้ร้านค้าสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง 📌 ดูวิดีโอรีวิวการใช้งาน Wongnai POS คู่กับเครื่อง EDC ของร้าน Ksana Matcha ได้เลยที่นี่

 

สรุปว่าเจ้าของร้านควรเลือก “เครื่องรูดบัตร ธนาคารไหนดี”

การเลือกเครื่องรูดบัตร EDC สำหรับร้านอาหารในปี 2568 ไม่ควรพิจารณาแค่เรื่องค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับความสะดวกในการใช้งาน ความแม่นยำในการบันทึกข้อมูล และการเชื่อมต่อกับระบบ POS ที่ใช้งานอยู่ด้วย เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งเครื่อง EDC ของ LINE MAN Wongnai ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้อย่างครบครัน

 

ยกระดับการรับชำระเงินของร้านให้ครบวงจรและแม่นยำยิ่งขึ้น ด้วยเครื่อง EDC ที่เชื่อมต่อกับระบบ FoodStory POS

  • สำหรับร้านที่ใช้ FoodStory POS อยู่แล้ว:สนใจติดตั้งเครื่อง EDC เพื่อให้การชำระเงินเป็นไปอย่างอัตโนมัติ และไร้รอยต่อ 📌 ติดต่อฝ่ายขายเพื่อสอบถามเพิ่มเติม
  • สำหรับผู้ที่สนใจระบบจัดการร้านอาหารแบบครบวงจร: เริ่มต้นธุรกิจอย่างมั่นใจด้วย FoodStory POS พร้อมเครื่อง EDC ที่ช่วยให้การจัดการร้าน และการชำระเงิน ครบจบในที่เดียว 📌 ขอคำปรึกษา และดูรายละเอียด FoodStory POS เพิ่มเติม คลิก

 

ลงทะเบียนสั่งซื้อ FoodStory POS

การเปิดร้านอาหาร ปี 2568 ต้องรู้อะไรบ้าง? คู่มือเจาะลึกครบจบทุกขั้นตอน

เปิดร้านอาหาร ปี 2025 ต้องรู้อะไรบ้าง

การเปิดร้านอาหาร ให้ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับรสชาติอาหารอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยการวางแผนธุรกิจที่ดีด้วย บทความนี้จึงเป็นคู่มือที่จะแนะนำทุกขั้นตอนสำคัญตั้งแต่การเริ่มต้นจนถึงการจัดการ เพื่อให้ร้านของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนในปี 2568

 

การเปิดร้านอาหาร ปี 2568: คู่มือครบจบทุกขั้นตอนสู่ความสำเร็จ

1. กำหนดคอนเซ็ปต์ร้าน และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ก่อนจะไปถึงขั้นตอนอื่น ๆ การตอบคำถามที่ว่า “ร้านของคุณจะขายอะไร และขายให้ใคร?” คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในการสร้างร้านอาหาร

  • กลุ่มเป้าหมาย (Target Audience): ร้านของคุณจะขายใคร? การทำความเข้าใจลูกค้า เช่น พฤติกรรมการใช้จ่าย ไลฟ์สไตล์ และความคาดหวัง จะช่วยให้คุณออกแบบทุกอย่างได้ตรงใจลูกค้าที่สุด เช่น พนักงานออฟฟิศ นักศึกษา ครอบครัว หรือกลุ่มคนรักสุขภาพ
  • คอนเซ็ปต์ร้าน: เมื่อรู้กลุ่มเป้าหมายแล้ว ให้กำหนดคอนเซ็ปต์ให้สอดคล้องกัน เช่น ถ้าลูกค้า คือ พนักงานออฟฟิศที่เร่งรีบ คอนเซ็ปต์ร้านอาจเป็นอาหารจานด่วนที่มีคุณภาพในบรรยากาศสบาย ๆ หรือถ้าลูกค้า คือ คนรักสุขภาพ คอนเซ็ปต์อาจเป็นคาเฟ่ออร์แกนิกที่เน้นวัตถุดิบคุณภาพสูง

 

2. สร้างสรรค์เมนู และการตั้งราคาที่เหมาะสม

เมนู คือ สิ่งที่ดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน แต่การตั้งราคาอย่างชาญฉลาด คือ สิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด

  • เมนูอาหาร: ควรมีทั้ง “เมนูชูโรง” ที่เป็นจานเด่นของร้าน และเมนูที่ทำกำไรดี (High Profit Margin) เพื่อให้ร้านมีรายได้ที่มั่นคง นอกจากนี้ควรมีเมนูที่ใช้เวลาทำไม่นานเพื่อรองรับช่วงเวลาเร่งด่วน
  • การตั้งราคา: การตั้งราคาขายอย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณทำกำไรได้ตามเป้าหมาย โดยเทคนิคที่นิยมใช้กัน คือ การคำนวณจากต้นทุนวัตถุดิบ (Food Cost) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้:
    • คำนวณต้นทุนวัตถุดิบ (Food Cost): รวมราคาวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ในแต่ละจาน เช่น ข้าว 1 ถ้วย ไก่ 100 กรัม ผัก 50 กรัม
    • กำหนดเปอร์เซ็นต์ต้นทุนอาหาร (Food Cost Percentage): โดยทั่วไปแล้ว เปอร์เซ็นต์ที่เหมาะสมจะอยู่ที่ประมาณ 25-35% ของราคาขายทั้งหมด
    • ตั้งราคาขายด้วยสูตร: ราคาขาย = ต้นทุนวัตถุดิบ / เปอร์เซ็นต์ต้นทุนอาหารที่ตั้งไว้
    • ตัวอย่าง: ถ้าเมนูข้าวผัดไก่มีต้นทุนวัตถุดิบ 30 บาท และคุณต้องการ Food Cost ที่ 30% ราคาขายที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 100 บาท (30 / 0.30)
  • ราคาต้องสะท้อนทั้ง ต้นทุนวัตถุดิบ และต้นทุนแฝงอื่นๆ เช่น ค่าแรง ค่าเช่า ค่าน้ำไฟ และที่สำคัญต้องสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของร้าน และกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย

📌 อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคำนวนต้นทุนวัตถุดิบ (Yield) ที่นี่

 

3. วางแผนงบประมาณ และการเงินให้รัดกุม

การบริหารงบประมาณ คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ร้านของคุณอยู่รอดได้ในระยะยาว ควรแบ่งงบประมาณออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ

  • งบลงทุนเริ่มต้น (Start-up Costs) คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก่อนร้านเปิด ควรเผื่องบประมาณส่วนนี้ไว้ 60-70% ของเงินลงทุนทั้งหมด ครอบคลุมค่าใช้จ่าย เช่น
    • ค่าเช่าพื้นที่ และเงินมัดจำ (ส่วนใหญ่ 3-6 เดือน)
    • ค่าออกแบบ และตกแต่งร้าน
    • ค่าอุปกรณ์ครัว เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องมือต่าง ๆ
    • ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน และค่าใบอนุญาต
  • ค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Costs) คือ ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือน ไม่ว่าร้านจะขายดีหรือไม่ดีก็ตาม ควรคำนวณส่วนนี้ให้แม่นยำที่สุด เพราะจะเป็นเป้าหมายขั้นต่ำที่คุณต้องทำยอดขายให้ถึง เช่น
    • ค่าเช่า
    • เงินเดือนพนักงานประจำ
    • ค่าผ่อนชำระอุปกรณ์หรือสินเชื่อ
    • ค่าธรรมเนียมระบบต่าง ๆ
  • ค่าใช้จ่ายผันแปร (Variable Costs) คือ ค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปตามยอดขาย ยิ่งขายดี ยิ่งต้องจ่ายมากขึ้น แต่คุณสามารถควบคุมได้ เช่น
    • ต้นทุนวัตถุดิบ (Food Cost): เป็นค่าใช้จ่ายที่ใหญ่ที่สุดในส่วนนี้ การจัดการสต็อกที่ดีจะช่วยลดความสูญเปล่า และลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • ค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส)
    • ค่าแรงพนักงานรายชั่วโมง
    • ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด และโปรโมชั่น

 

4. การบริหารจัดการพนักงาน 

พนักงาน คือ ด่านหน้าของร้าน การบริหารจัดการที่ดีจะช่วยสร้างความประทับใจให้ลูกค้า

  • การจัดกะพนักงาน (Staff Management): การจัดตารางการทำงานที่ยืดหยุ่น และเป็นระบบ จะช่วยลดภาระงานของพนักงาน และป้องกันการขาดแคลนกำลังคนในช่วงเวลาเร่งด่วน
  • การเทรนนิ่ง: ฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้เรื่องเมนู ขั้นตอนการรับออเดอร์ และการบริการที่ประทับใจ เพื่อให้พวกเขาสามารถแนะนำลูกค้า และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมืออาชีพ

 

5. ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการระบบหลังบ้านให้เป็นเรื่องง่าย

เมื่อร้านเริ่มเปิด การจัดการหลังบ้าน คือ สิ่งที่วัดความอยู่รอดในระยะยาว การใช้เครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณควบคุมต้นทุน และลดความผิดพลาดได้

  • การจัดการสต๊อก และต้นทุนวัตถุดิบ: ระบบที่สามารถตัดสต๊อกวัตถุดิบอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการขาย จะช่วยให้คุณเห็นจำนวนวัตถุดิบที่เหลือแบบเรียลไทม์ และแจ้งเตือนเมื่อใกล้หมด ทำให้สั่งของได้ทันเวลา และลดการสูญเสียจากของเน่าเสีย
  • การรับออเดอร์: ระบบที่รองรับการรับออเดอร์จากหลายช่องทาง ทั้งหน้าร้าน และเดลิเวอรีช่วยให้จัดการออเดอร์ได้อย่างเป็นระบบ
  • รายงานสรุปยอดขาย: การมีรายงานยอดขาย เมนูที่ขายดี และข้อมูลต่าง ๆ จะทำให้คุณเข้าใจภาพรวมของธุรกิจ และนำไปปรับปรุงร้านให้ดีขึ้นได้
  • เคล็ดลับสำหรับเจ้าของร้าน: ระบบ POS (Point of Sale) สำหรับร้านอาหารโดยเฉพาะ จะเข้ามาช่วยจัดการเรื่องเหล่านี้ให้คุณได้อย่างครบวงจร ทำให้คุณโฟกัสกับการพัฒนาเมนู และการบริการได้เต็มที่

 

6. การเตรียมเอกสาร และขอใบอนุญาตที่จำเป็น

การทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมายจะช่วยให้คุณอุ่นใจ และน่าเชื่อถือในระยะยาว โดยหลัก ๆ แล้วมีเอกสารที่ต้องเตรียมดังนี้:

  • การจดทะเบียนพาณิชย์: เป็นการจดทะเบียนเพื่อยืนยันการมีตัวตนของธุรกิจ ซึ่งสามารถยื่นขอได้ทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล
  • ใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร: หากร้านมีพื้นที่ตั้งแต่ 200 ตร.ม. ขึ้นไป ต้องยื่นขอ “ใบอนุญาต” แต่หากพื้นที่ไม่เกิน 200 ตร.ม. ให้ยื่นขอเพียง “หนังสือรับรองการแจ้ง” จากสำนักงานเขตหรือเทศบาลในพื้นที่
  • ใบอนุญาตจำหน่ายสุรา: หากต้องการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องยื่นขอใบอนุญาตนี้จากกรมสรรพสามิต

📌 อ่านเพิ่มเติม ‘เปิดร้านเหล้า’ ยังไง ? ให้ยอดขายพุ่งทุกวัน คนแวะเข้าร้านทุกคืน ที่นี่

7. วางแผนการตลาด และการสร้างลูกค้าประจำ

  • สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์: ใช้โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ Instagram เพื่อสร้างการรับรู้ และนำเสนอเมนูอาหารที่น่าสนใจ อย่าลืมใช้ฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น Reels หรือ TikTok เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ
  • ทำโปรโมชันที่คุ้มค่า: การจัดโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าใหม่ โปรโมชันช่วงเวลาพิเศษ หรือโปรโมชั่นสำหรับสมาชิก จะช่วยกระตุ้นยอดขาย และสร้างความประทับใจได้
  • สร้างฐานลูกค้าประจำ: การมีโปรแกรมสะสมแต้ม หรือระบบ CRM จะช่วยให้คุณเก็บข้อมูลลูกค้า เพื่อนำเสนอสิทธิพิเศษเฉพาะบุคคล ทำให้พวกเขารู้สึกผูกพันกับแบรนด์ และกลับมาใช้บริการซ้ำ

 

การเปิดร้านอาหาร เป็นการเดินทางที่ต้องใช้ทั้งแพชชั่น และการวางแผนที่ดี หากคุณเตรียมความพร้อมในทุกมิติ และเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมเข้ามาช่วย คุณก็จะสามารถสร้างร้านในฝันให้เป็นจริง และเติบโตได้อย่างยั่งยืน 📌 เริ่มต้นวางแผนธุรกิจร้านอาหารของคุณให้ง่ายขึ้นด้วย FoodStory POS ระบบจัดการร้านอาหารครบวงจรที่เข้าใจคนทำร้านอาหารอย่างแท้จริง คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อทีมงานเพื่อขอคำปรึกษาฟรี ที่นี่

ลงทะเบียนสั่งซื้อ FoodStory POS

จะดีกว่ามั้ย? ถ้าสามารถ “เปลี่ยนลูกค้าขาจร เป็นลูกค้าขาประจำ” ได้ด้วย ระบบสมาชิก CRM

ระบบสมาชิกร้านอาหาร

จะดีกว่ามั้ยถ้าสามารถ
‘เปลี่ยนลูกค้าขาจร เป็นลูกค้าขาประจำ’
ได้ง่าย ๆ ด้วย ระบบสมาชิก CRM

โดยปกติหากพูดถึงคำว่า “ลูกค้า” ไม่ว่าจะธุรกิจหรือร้านค้าใด มักจะมีการจัดแบ่งประเภทของลูกค้าออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ลูกค้าขาประจำที่เป็นหน้าเก่ามาตลอดไม่เคยหายไปไหน กับ อีกกลุ่มที่เป็นลูกค้าขาจร มาครั้งเดียวแล้วไม่กลับมาอีก ซึ่งหากร้านอาหารของเรามีลูกค้าขาประจำอยู่แล้วก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าสัดส่วนของร้านอาหารเรามีลูกค้าขาจรจำนวนมากกว่า แสดงให้เห็นว่า การที่จะเพิ่มยอดขายได้นั้น คงต้องหันมาโฟกัสกันแล้วว่าจะทำอย่างไรดีให้ลูกค้าที่มาครั้งเดียวหรือที่เรียกว่า ลูกค้าขาจร กลับมาอีกครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 จนในที่สุดเปลี่ยนมาเป็นขาประจำให้ได้ เพียงเท่านี้ยอดขายและกำไรก็จะเพิ่มขึ้นไม่ใช่น้อย โดยเจ้าของธุรกิจส่วนมากมักจะประโคมทำการตลาด ลงสื่อประชาสัมพันธ์ โฆษณาจูงใจลูกค้าใหม่เยอะมาก แต่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการทำการตลาดในส่วนที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งกลยุทธ์เหล่านั้นเป็นเพียงระยะสั้นที่อาจจะก่อให้เกิดลูกค้าขาจรเพิ่มอีกก็เท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วการจะแก้ปัญหานี้ เราจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับการทำ ระบบสมาชิก CRM หรือ การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้านั่นเอง ในส่วนของรายละเอียดว่ามันคืออะไร มีวิธีอะไรบ้าง บทความนี้จะมาให้คำตอบ

ระบบสมาชิก ร้านอาหาร FoodStory CRM

ระบบ CRM คืออะไร จะเปลี่ยนลูกค้าขาจรเป็นขาประจำได้อย่างไร

การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า หรือ CRM (Customer Relationship Management) เป็นวิธีการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าให้คงอยู่กับเราในระยะยาว จนเกิดเป็นความภักดีต่อแบรนด์ ทำให้ไม่เปลี่ยนใจไปใช้ใช้สินค้าหรือบริการจากธุรกิจคู่แข่งขันเรา หากเปรียบให้เข้าใจง่ายๆ คือ การที่เราดูแลลูกค้าเหมือนเป็นเพื่อนรักคนหนึ่ง ที่เราจะดูแลเอาใจใส่ รู้ใจว่าชอบอะไร ส่งมอบแต่สิ่งที่ดี ให้ความช่วยเหลือ ไปจนถึงแก้ไขปัญหาให้นั่นเอง แต่การทำ ระบบสมาชิก CRM โดยไม่มีเครื่องมือเทคโนโลยีมาประกอบคงเป็นการยากลำบากมาก เนื่องจากจำเป็นจะต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างครบถ้วน เพื่อใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะมาช่วยให้รู้จักลูกค้ามากยิ่งขึ้น เพื่อเอาชนะใจกลุ่มเป้าหมายทั้งลูกค้าใหม่และรักษาลูกค้าเก่า รวมไปถึงการนำข้อมูลที่ได้ไปวางแผนการตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า จนเกิดความพึงพอใจ ซึ่งจะนอกจากจะช่วยในการเพิ่มยอดขาย ยังช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ระบบสมาชิกร้านอาหาร

เทคนิคดูแลรักษาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

หัวใจสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ กับ ลูกค้าที่จะทำให้ธุรกิจร้านอาหารเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่

1.นำเสนอบริการอันน่าประทับใจ

การสร้างความประทับใจที่ดี ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ครองใจลูกค้าได้อย่างดี จนอยากกลับมาซื้อซ้ำ เช่น ความรวดเร็วทันใจ โดยธุรกิจร้านอาหารเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจบริการ ทำให้ความรวดเร็ว หรือใช้ระยะเวลาในการรอน้อยๆ ถูกจัดเป็นสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังเป็นอันดับต้นๆ นั่นเอง หากสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สามารถตอบสนองลูกค้าได้ ก็ถือเป็นแต้มต่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจได้อย่างง่ายดาย

2.ให้คำมั่นสัญญาแล้วต้องทำได้จริง

การรักษาสัญญา แสดงถึงความจริงใจที่เรามีต่อลูกค้าเสมอ เพราะปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารก็มีเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด เยอะแยะมากมาย แต่สิ่งที่จะทำให้เราแตกต่างและน่าจดจำมากกว่า คือ การให้คุณค่าลูกค้ามากกว่าเจ้าอื่นๆ ดังจะเห็นได้ก็หลายครั้งที่คนยอมจ่ายเงินแพงๆเพียงเพราะบริการที่ดีกว่า ใส่ใจมากกว่า ทำตาสัญญาที่ให้ไว้ได้จริง เช่น มีการชดเชยจริง เมื่อทางร้านจัดส่งอาหารให้ได้ไม่ทันตามเงื่อนไขเวลาที่กำหนดเอาไว้ เป็นต้น

3.ใส่ใจมากกว่าการขาย

การรับฟังความต้องการของลูกค้า รับฟังความคิดเห็น ทั้งคำติและคำชม นอกจากจะสามารถช่วยให้นำความคิดเห็นเหล่านั้นไปปรับปรุงแก้ไข หรือพัฒนาต่อยอดให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแล้ว ยังสามารถแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่เรามีต่อลูกค้าว่าลูกค้ารู้สึกอย่างไร มีปัญหาต้องการให้ช่วยแก้ไขตรงไหน หากเราสามารถนำไปปรับและแก้ไขให้ได้ ก็จะทำให้ลูกค้า เกิดความประทับใจและเชื่อมั่นจนอาจนำไปสู่การเป็นลูกค้าขาประจำได้

ระบบสมาชิก ร้านอาหาร FoodStory CRM

แนะนำ FoodStory CRM ระบบจัดการสมาชิก สำหรับธุรกิจร้านอาหาร

สำหรับเจ้าของร้านอาหารหากอยากบริหารความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า สามารถเริ่มทำ CRM ด้วย FoodStory CRM ระบบจัดการสมาชิก สำหรับธุรกิจร้านอาหาร ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลูกค้าใหม่มาใช้บริการ โดยจะเก็บรายละเอียดลูกค้าให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล พฤติกรรมรายบุคคล เช่น ชอบนั่งทานที่ร้านหรือชอบสั่งกลับบ้าน เมนูประเภทไหนที่ชื่นชอบ เป็นต้น เพื่อนำไปใช้วางแผนสร้างความประทับใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำอีก รวมไปถึงช่วยในการเพิ่มยอดขายต่อบิล จากข้อมูลที่มี ในการแนะนำโปรโมชันที่อาจจะโดนใจ ทำให้เกิดการสั่งซ้ำ สั่งเพิ่มได้ง่ายขึ้น นอกจากกนี้ยังสามารถช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อนำไปปรับกลยุทธ์ทางการตลาด สร้างโปรโมชันที่สื่อสารตรงกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะ ส่งผลต่อดีต่อการเพิ่มยอดขายอีกด้วย

ซึ่ง FoodSory CRM มีฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการเรียนรู้ และรู้จักลูกค้าได้มากขึ้น ด้วยระบบ Membership tier 

Membership Tier คืออะไร? Membership Tier คือฟีเจอร์ที่จะช่วยให้คุณสามารถจัดลำดับลูกค้าของคุณได้ด้วยระดับสมาชิก อีกทั้งยังสามารถสร้างโปรโมชั่น และส่งกลับไปหาลูกค้ารายบุคคลได้อีกด้วย เพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้า และสร้างโอกาสให้เกิดการขายได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังสามารถเพิ่ม Tag ลูกค้ารายบุคคล เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน ทั้งพนักงานและเจ้าของร้านเอง จะรู้ได้ตั้งแต่หน้าแรกที่เห็นชื่อสมาชิก ว่าคนคนนี้จัดอยู่ใน Tag ไหน ชอบทานอะไร ควรให้สิทธิพิเศษอะไรแก่ลูกค้าท่านนั้น จึงทำให้ พนักงานสามารถแจ้งโปรโมชั่นที่เหมาะสมแก่ลูกค้าได้ง่าย

ดังนั้นหากอยากจะทำให้ลูกค้าขาจรที่มาครั้งเดียวแล้วจากไปเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าขาประจำสนิทกันจนจำได้ เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้า เพิ่มยอดขาย เอากำไรที่ยั่งยืน จะเห็นได้ว่าการทำ CRM เพื่อบริหารความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เจ้าของร้านอาหารควรศึกษาหาความรู้และนำไปปรับใช้ โดยปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ ช่วยในการทุ่นแรง อย่าง FoodStory CRM ระบบจัดการสมาชิก ก็เป็นอะไรที่สะดวกและง่ายต่อการเข้าถึงไม่ใช่น้อย

สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยในการจัดการร้านอาหาร สามารถลงทะเบียนเพื่อติดต่อรับคำปรึกษาการใช้งานระบบ FoodStory POS และ Wongnai POS ได้ที่นี่เลย! 


FoodStory POS ระบบจัดการร้านอาหาร

FoodStory

ร้านอาหารที่ดี ต้องมีระบบที่ดีไปพร้อมกัน

ทดลองใช้ระบบฟรี: คลิก

คลิกเพื่อโทรติดต่อฝ่ายขาย

LINE: https://lin.ee/zAdDsCr

เคล็ด(ไม่)ลับ เปิดร้าน บุฟเฟ่ต์ บริหารอย่างไรให้ไม่ขาดทุน แถมกำไรพุ่ง!

เคล็ด(ไม่)ลับ เปิดร้าน บุฟเฟ่ต์
บริหารยังไงให้ไม่ขาดทุน แถมกำไรพุ่ง!

หนึ่งในเทรนด์ร้านอาหารมาแรงไม่แพ้คาเฟ่คงต้องยกให้ ‘ร้านบุฟเฟ่ต์’ อิ่มคุ้มอร่อยครบจ่ายจบลูกค้าฟินจุก ๆ แต่ผู้ประกอบการก็อาจจุกได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้าไม่มีการบริหารร้านบุฟเฟ่ต์อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้ FoodStory POS เลยขอมาแชร์เคล็ด(ไม่)ลับ กับ การ เปิดร้าน บุฟเฟ่ต์ บริหารอย่างไรให้ลูกค้าประทับใจในความคุ้ม แต่ไม่ขาดทุน แถมกำไรพุ่งได้อีก!

เปิดร้าน บุฟเฟ่ต์ FoodStory POS

1) บริหารร้านบุฟเฟ่ต์ทั้งเมนูและค่าใช้จ่ายแบบรายวัน

จุดเด่นของการบริหารร้านบุฟเฟ่ต์คือ สามารถวางแผนและปรับเปลี่ยนเมนูได้แบบวันต่อวัน (กว่า 35-60% ของรายจ่ายแต่ละวันมาจากต้นทุนอาหาร) หากเมนูไหนไม่โดนใจก็เปลี่ยนได้ หรือหากเมนูไหนอยู่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตราคาไม่สูง ก็น่าหยิบมาวางให้ลูกค้าได้เลือกทานสลับกับเมนูอื่นได้เหมือนกัน เพราะงั้นเรื่องบริหารการตัดต้นทุนให้ทุกเมนูในแต่ละวัน รวมกันแล้วสามารถสร้างกำไรได้คงไม่ใช่เรื่องยาก ถ้ามีระบบ FoodStory POS หรือทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายเป็นประจำ ป้องกันการรั่วไหลของต้นทุน และสอดคล้องกับจำนวนลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาอุดหนุน

บริหารร้านบุฟเฟ่ต์ให้ไม่ขาดทุน

2) วางมาตรการลดโอกาสสิ้นเปลือง

เมื่อลูกค้าก้าวเข้าร้านบุฟเฟ่ต์ สิ่งที่พวกเขาคิดคือ วันนี้จะเอาชนะร้านบุฟเฟ่ต์ให้ได้หลังจากไม่ได้แวะมานาน แต่บางครั้งก็วางแผนพลาดไปนิดทำให้ตักหรือสั่งอาหารมาเหลือทิ้ง หากบริหารร้านบุฟเฟ่ต์ไม่ดี ขาดมาตรการจัดการลูกค้าที่สั่งอาหารแล้วเหลือทิ้งก็จะสร้างภาระให้ทางร้านมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการสิ้นเปลืองงบและอาหาร (ไม่ใช่แค่เคสเดียวแน่นอน), การกำจัดขยะเหลือทิ้ง ไปจนถึงการส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะงั้นเลยอาจวางมาตรการลดโอกาสเกิดการสิ้นเปลืองอาหารเหลือทิ้ง เช่น หากสั่งมาเหลือทิ้งต้องจ่ายค่าปรับ, ให้บริการแบบสั่งแล้วใส่แบบพอดีคำในแต่ละถาดประมาณ 3-5 ชิ้น เป็นต้น

บริหารร้านบุฟเฟ่ต์ให้ไม่ขาดทุน

3) ลดต้นทุน แต่ไม่ลดคุณภาพ

อย่ายึดติดกับคำว่า ลดต้นทุน จนทำให้คุณเผลอตัดคุณภาพตามไปด้วย เพราะลูกค้าจะรู้สึกว่า ขาดทุน (ทั้งที่เหตุผลในการเลือกมาร้านบุฟเฟ่ต์ของลูกค้าคือ คุ้มค่า ให้เลือกหลากหลาย อยากกินต้องได้กิน!) จะสังเกตได้ว่า สมัยนี้มีร้านบุฟเฟ่ต์ให้เลือกเยอะมาก หลากหลายราคาตั้งแต่ไม่ถึงร้อยไปจนถึงหลักพัน แต่ถึงบางร้านจะมีค่าบริการราคาสูงก็ยังมีคนนิยมทานกันจนแน่นร้าน เพราะกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังการซื้อ ตั้งแต่วัยเรียนไปจนถึงวัยทำงานที่มีกำลังซื้อนิยมทานบุฟเฟ่ต์ที่มีคุณภาพมากกว่าราคาถูกอย่างเดียว แต่คุณภาพด้อยกว่าจนรู้สึกทานแล้วไม่คุ้ม

บริหารร้านบุฟเฟ่ต์ให้ไม่ขาดทุน

4) วัตถุดิบราคาแพงให้วางด้านในหรือเติมเฉพาะช่วงเวลาพิเศษ

ด้วยความที่การบริหารร้านบุฟเฟ่ต์จะเป็นลักษณะการผสมผสานระหว่างของราคาแพงบ้าง ถูกบ้างสลับกันไปแล้วมาเฉลี่ยหากำไรกันอีกครั้ง ในส่วนของวัตถุดิบราคาแพงที่เอามา กระตุ้นให้ลูกค้าเข้าร้านอาจวางไว้ด้านในสุดให้ลูกค้าไล่เรียงหยิบคละกันไปแทนที่จะมุ่งตรงมาหาของแพงเพียงอย่างเดียว หรือหากมีจำนวนจำกัดจริงๆ อาจเติมเฉพาะช่วงเวลาพิเศษมีการเติมสต๊อกลงพื้นที่ให้ตักเป็นรอบแทนการวางติดกับถาดให้เติมได้ตลอดก็จะลดต้นทุนวัตถุดิบลงได้อีกเล็กน้อย

บริหารร้านบุฟเฟ่ต์ให้ไม่ขาดทุน

5) ให้บริการน้ำเปล่าฟรีและหมั่นให้บริการเติมแก้วตลอด

สำหรับลูกค้าเวลาทานอาหารปริมาณมากจะต้องดื่มน้ำลดอาการฝืดคอ ซึ่งเป็นผลดีกับการบริหารร้านบุฟเฟ่ต์ เพราะระหว่างที่จิบน้ำลูกค้าจะรู้สึกอิ่มไวมากขึ้น อีกหนึ่งเคล็ด(ไม่)ลับที่ FoodStory อยากแนะนำคือ ให้บริการน้ำเปล่าฟรีแล้วหมั่นเติมน้ำลงแก้วลูกค้าตลอด ก็จะช่วยให้ลูกค้าทานในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายไม่อัดหรือแน่นจนเกินไป และค่าใช้จ่ายน้ำเปล่าสะอาดที่ติดตั้งเครื่องกรองน้ำภายในร้านอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มต้นทุนเยอะแต่อย่างใด

เปิดร้าน บุฟเฟ่ต์ FoodStory POS

6) เก็บข้อมูลการบริโภคของลูกค้าแล้วมาปรับแผนตลอด

การบริหารบุฟเฟ่ต์อาจคาดเดาะไม่ได้ว่า แต่ละวันลูกค้าจะทานอะไร อย่างไร จำนวนเท่าไหร่บ้าง แต่การเก็บข้อมูลสมาชิก การบริโภค สต๊อกวัตถุดิบภายในร้าน และอื่นๆ ทั้งหมดจะทำให้มีคลังข้อมูลขนาดใหญ่เพียงพอกับการนำไปประมวลผลวิเคราะห์ก่อนจะนำมาปรับแผนการคัดสรรวัตถุดิบ พนักงาน และการให้บริการแบบเรียลไทม์ได้ทุกวัน เหมาะกับการพัฒนาการให้บริการภายในร้านอาหารบุฟเฟ่ต์สุด ๆ

บริหารร้านบุฟเฟ่ต์ให้ไม่ขาดทุน

7) ให้บริการอย่างรวดเร็วทันใจ

ไม่ว่าจะร้านอาหารทั่วไป คาเฟ่ หรือแม้แต่การบริหารร้านบุฟเฟ่ต์ก็ตาม การให้บริการอย่างรวดเร็วทุกขั้นตอนตั้งแต่ลูกค้าเดินเข้าร้าน รับออเดอร์ เสิร์ฟ ไปจนถึงชำระเงิน จะช่วยลดเวลา และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากที่นั่งว่างเหล่านั้น แทบทุกร้านเลยกำหนดให้ลูกค้าสามารถเลือกทานอาหารตามแพ็กเกจได้ในระยะเวลาจำกัด (รวมถึงอบรมให้พนักงานต้องทำงานแบบมีประสิทธิภาพ ด้วยความรอบคอบ และรวดเร็วเท่าที่จะทำได้)

นอกจากเคล็ด(ไม่)ลับเกี่ยวกับการ เปิดร้าน บุฟเฟ่ต์ แล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ ‘ตัวช่วยร้านอาหาร FoodStory POS’ จัดการง่ายทุกยอดขาย รับชำระเงินสบายหลายช่องทาง บริหารคลังวัตถุดิบและตรวจสอบพนักงานอย่างมืออาชีพ ครอบคลุมรายงานการขายและข้อมูลเชิงลึก รวมทั้งหมดกว่า 500 ฟีเจอร์ เพื่อยกระดับการให้บริการร้านอาหารโดยเฉพาะ ปัจจุบันมีการปรับระบบให้รองรับการบริหารร้านบุฟเฟ่ต์มากขึ้น เช่น


เปิดร้าน บุฟเฟ่ต์ FoodStory POS

  • มีระบบ Inventory ที่ช่วยจัดการสต็อกได้อย่างละเอียด สามารถเปิดใบ PR PO GR และตัดสต๊อกได้อย่างแม่นยำ
  • ระบบ POS จัดการร้านค้า ให้บริการสะดวกด้วย iPad สูงสุด 5 เครื่อง
  • ลูกค้าสามารถใช้ Mobile Order สแกนสั่งอาหารเองได้เพื่อประหยัดเวลาและรวดเร็ว
  • พนักงานสามารถใช้ Mobile Staff ( Android ) รับออเดอร์เอง เปิดโต๊ะเอง สั่งอาหารเองได้
  • ระบบจัดรูปแบบโต๊ะภายในร้านตาม Layout จริง เพื่อลดข้อผิดพลาด
  • ระบบจัดการเปิด-ปิด เมนูได้แบบเรียลไทม์
  • ระบบจัดการคิว และระบบจับเวลาเข้ารับบริการ
  • ออกใบกำกับภาษีแบบเต็มและย่อได้อย่างง่ายดาย
  • รองรับการชำระเงินหลากหลายช่องทาง ทั้งเงินสด บัตรเครดิต และการสแกน QR Code จากสมาร์ทโฟน
  • ระบบรายงานยอดขายและผลเชิงลึก สามารถวิเคราะห์ต่อยอดธุรกิจ สร้างยอดขายและกำไรมากขึ้น

เปิดร้าน บุฟเฟ่ต์ ในยุคปัจจุบัน อาจจะพบเจอปัญหาในเรื่องของต้นทุน ค่าใช้จ่าย ที่เป็นยอดค่อนข้างสูง FoodStory POS สามารถช่วยลดต้นทุน ลดความผิดพลาด ในการรับออเดอร์ได้ด้วยระบบสแกนสั่งอาหาร Mobile Order ที่จะช่วยให้พนักงานเหนื่อยน้อยลง และประหยัดเวลาในการรับลูกค้าอีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยในการจัดการร้านอาหาร สามารถลงทะเบียนเพื่อติดต่อรับคำปรึกษาการใช้งานระบบ FoodStory POS และ Wongnai POS ได้ที่นี่เลย! 


FoodStory

FoodStory POS ร้านอาหารที่ดี ต้องมีระบบที่ดีไปพร้อมกัน

ทดลองใช้ระบบฟรี คลิก!

เพิ่ม FoodStory เป็นเพื่อนใน LINE เพื่อปรึกษาฟรี: https://lin.ee/zAdDsCr

ระวัง! ขยายสาขาร้านอาหาร เร็วเกินไปอาจถึงขั้น ‘เจ๊ง’!!

ขยายสาขา

สงสัยบ้างไหม ขยายสาขาร้านอาหาร ทำให้ขายดีขึ้นหรือแย่ลงกันแน่?

เสียงเตือนสติยอดฮิตจาก TikTok ต้องเข้าแล้วล่ะ สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารที่คิดไวใจร้อน ที่อยากรีบ ขยายสาขาร้านอาหาร เร็ว ๆ โกยกำไรเข้ากระเป๋าแบบคู่แข่งตามไม่ทัน แต่ดันไม่ระวังและขาดความรอบคอบจนตัดสินใจ ผิดพลาดเสี่ยงเกิดสารพัดปัญหาตามมา FoodStory POS ขอเตือนว่า ถึงขั้น ‘เจ๊ง’ ได้เลยนะ จากเหตุการณ์เหล่านี้

การขยายสาขาร้านอาหาร

1) ขาดประสบการณ์บางอย่างไป

การเริ่มต้นขยายสาขาร้านอาหารเร็ว ไม่ใช่ผลดีเสมอไป อย่างน้อยคงเปรียบได้กับเด็กเรียนเก่งที่สามารถสอบข้ามชั้นแบบก้าวกระโดดได้ แม้จะมีข้อดีที่ประหยัดระยะเวลาให้เติบโตฉับไว แต่ก็ต้องยอมรับว่า ประสบการณ์หรือบทเรียนบางอย่างที่หาไม่ได้ในคอร์สเรียนหรือตามตำราหายไป ทำให้หากเกิดข้อผิดพลาดกับธุรกิจร้านอาหารของคุณสาขาใดสาขาหนึ่งในอนาคตก็อาจไม่ได้มีการเตรียมพร้อม และขาดประสบการณ์ในการรับมืออุปสรรคเหล่านั้นได้เหมือนกัน

การขยายสาขาร้านอาหาร

หนึ่งในสาเหตุของการ ขยายสาขา ร้านอาหารรวดเร็วเกินไปมักมาจากการฟังแต่เสียงของตนเอง ปัญหาอีกประการที่ตามมาเลยเป็นเรื่องขาดการฟังเสียงของกลุ่มเป้าหมาย เพียงเจอลูกค้าหน้าใหม่แวะเวียนเข้ามาทักทายอุดหนุนเล็กน้อย ก็คิดไปแล้วว่ามาถูกทาง ทั้งที่ความจริงแล้วยังไม่สามารถหาฐานลูกค้ากลุ่ม Loyalty Customer ผู้ภักดีในธุรกิจร้านอาหารของคุณที่จะช่วยชี้ทางสว่างหากลยุทธ์มาผลักดันให้ร้านเติบโตได้เลย การไม่เคยฟังเสียงของลูกค้าที่แท้จริงแบบเชิงลึกนี่ล่ะที่ปลายทางอาจกลายเป็นคำว่า ‘เจ๊ง’ ได้

ขยายสาขา

3) พนักงานเติบโตไม่ทันการขยายสาขาร้านอาหาร

เพราะงานบริการอย่าง ‘ร้านอาหาร’ มักจำเป็นต้องใช้พนักงานจำนวนมาก แน่นอนว่า คนเยอะปัญหาเยอะ ยิ่งขยายสาขาด้วยแล้วยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังจากตัดสินใจขยายสาขาร้านอาหาร หากไม่ได้วางแผนและเตรียมตัวให้พร้อมก็อาจเกิดปัญหาได้ อาทิเช่น

  • สัดส่วนการทำงานของพนักงานแต่ละคนจะเป็นอย่างไร เพิ่มขึ้นหรือลดลง (ส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้น)
  • การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนจำนวนงานอย่างรวดเร็วมักส่งผลกระทบถึงคุณภาพของการทำงานแน่นอน
  • งานที่เพิ่มขึ้นมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ (หากไม่เพิ่มเงินให้พนักงานคงไม่โอเคแน่นอนต้องเตรียมใจรับมือระหว่างลูกน้องขอออกหรือไม่ยอมให้ความร่วมมือ)
  • การเตรียมความพร้อมในการเทรนเพิ่มเติมทุกตำแหน่ง ตั้งแต่หัวหน้าถึงลูกน้องในทีม ยิ่งเตรียมช้ายิ่งมีโอกาสชะงักนาน

การขยายสาขาร้านอาหาร

4) ลดโอกาสได้ร่วมธุรกิจกับพาร์ทเนอร์มืออาขีพ

ธุรกิจร้านอาหารสมัยนี้ไม่ได้โดดเดี่ยวแบบสมัยก่อนที่ลงมือเองตั้งแต่เริ่มต้นจนเสิร์ฟถึงมือลูกค้าเองทั้งหมดแบบ 100% แต่หากสังเกตดีๆ จะพบว่า มีการจับมือเป็นพาร์ทเนอร์ยกระดับการให้บริการดึงลูกค้ามาสนับสนุน 2-3 องค์กรได้ในคราวเดียวกัน เพราะงั้นการเริ่มต้นไวในจังหวะที่ไม่ใช่ก็จะลดโอกาสได้ร่วมธุรกิจกับพาร์ทเนอร์มืออาชีพด้วย เหมือนพบคนที่ใช่ในเวลาที่ไม่ใช่นั่นล่ะ น่าเสียดายใช่ไหมล่ะ

ขยายสาขา

5) เงินทุนหมุนเวียนมีไม่เพียงพอ

กระแสเงินสดก็เหมือนกระแสเลือดจำเป็นต้องไหลเวียนหล่อเลี้ยงธุรกิจให้เพียงพอตลอดเวลา แต่การขยายสาขาร้านอาหารจะต้องหยิบเอาเงินทุนในคลังก้อนโตออกไปใช้จ่ายทำให้เงินทุนบางส่วนหายไป กรณีเลวร้ายสุดหลายท่านคงพอเดาได้ว่า จะเป็นอย่างไร เงินทุนหมุนเวียนอาจถึงขั้นมีไม่เพียงพอจับจ่ายใช้สอยถึงขั้นต้องไปกู้หนี้ยืมสินเสียดอกเบี้ยสุดโหดให้สถาบันการเงินกลายเป็นภาระติดตัวไปกันใหญ่ แถมหากธุรกิจร้านอาหารไม่ได้เป็นไปตามที่คาดไว้สุดท้ายปลายทางของธุรกิจคุณจะมีคำว่า ‘เจ๊ง’ รออยู่แน่นอน

การขยายสาขาร้านอาหาร

6) ทำระบบข้อมูลการ ขยายสาขา ผิดพลาด

ระบบข้อมูลหลังบ้านของร้านอาหาร แม้จะมีการพัฒนาให้จัดการได้อย่างรวดเร็วและยกระดับความเป็นมืออาชีพ แต่การทำงานที่มีประสิทธิภาพก็จำเป็นต้องอาศัยการเก็บข้อมูลการบันทึกข้อมูลตามจริงจากหน้าร้านในระยะเวลาพอสมควร และตรวจสอบความถูกต้องตรงกันกับข้อมูลหลายส่วน บ่อยครั้งที่ความรีบร้อนทำให้จัดเก็บข้อมูลผิดพลาด ไม่มีเวลาได้ตรวจสอบ หรือแม้แต่เรียนรู้ทำความเข้าใจในระบบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แม้ระบบเหล่านั้นจะเทพล้ำนำสมัยขนาดไหน ก็ไม่สามารถนำไปช่วยจัดการงานภายในร้านอาหารได้ หากไม่ได้ใช้งานและลงข้อมูลอย่างถูกต้องตามที่ควรจะเป็น ปัญหาคือ ถ้าระบบข้อมูลมีปัญหาสารพัดเรื่องก็จะตามมาไม่หยุดหย่อน ทั้งเรื่องสต๊อกวัตถุดิบ ต้นทุนกำไร พนักงาน และอื่น ๆ อีกมากมาย ส่งผลให้การ ขยายสาขา ไม่เป็นไปตามที่หวัง จนสุดท้ายเจ๊งจริงไม่ติงนังตังนิงเลยนะเออ

ขยายสาขา

ข้อดีของการ ขยายสาขาร้านอาหาร อย่างรวดเร็ว

ทั้ง 6 เรื่องราวที่แชร์มาอาจฟังดูน่ากลัวจนหลายท่านคงคิดแล้วคิดอีกแน่ๆ แต่ก็ยังมีข้อดีสำหรับการขยายสาขาร้านอาหารอย่างรวดเร็วอยู่นะ แต่จำเป็นต้องอาศัยความรอบคอบและเตรียมพร้อมให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนขยายสาขาด้วย อาทิเช่น

  • เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าและสร้างกำไรได้มากกว่า จากการลุยตลาดเร็ว รวมถึงการปั้นลูกค้า Loyalty Customer
  • จับมือกับพาร์ทเนอร์คุณภาพ เพราะพาร์ทเนอร์ธุรกิจบางรูปแบบไม่ค่อยลงทุนในธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อกระจายโอกาสในการสร้างกำไรมากกว่า ดังนั้น หากสำเร็จไวและมีความน่าสนใจก็เพิ่มโอกาสได้เจอพาร์ทเนอร์ร่วมสนับสนุนให้ก้าวไปได้ไกลขึ้น
  • เพิ่มโอกาสได้จับจองพื้นที่ทำเลดีกว่าคู่แข่งที่ยังไม่ลุยในพื้นที่โซนนั้น
  • ฯลฯ

เพราะงั้นก่อนตัดสินใจขยายสาขาร้านอาหาร อย่าลืมเช็คให้มั่นใจว่า เราพร้อมที่จะขยายร้านแล้วจริงๆ (หากไม่มั่นใจว่า ดูอย่างไร สามารถเช็คได้ตามบทความ ‘เช็ค 8 สัญญาณฯ’) เมื่อเตรียมพร้อมจนถึงเวลาขยับขยายกระจายสาขาหรือจัดทำแฟรนไชส์เพิ่มการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้นแล้ว อีกสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ‘ตัวช่วยร้านอาหาร FoodStory POS’ จัดการง่ายทุกยอดขาย รับชำระเงินสบายหลายช่องทาง บริหารคลังวัตถุดิบและตรวจสอบพนักงานอย่างมืออาชีพ ครอบคลุมรายงานการขายและข้อมูลเชิงลึก รวมทั้งสิ้นกว่า 500 ฟีเจอร์ เพื่อยกระดับการบริการร้านอาหารโดยเฉพาะ

สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยในการจัดการร้านอาหาร สามารถลงทะเบียนเพื่อติดต่อรับคำปรึกษาการใช้งานระบบ FoodStory POS และ Wongnai POS ได้ที่นี่เลย! 

 


FoodStory

FoodStory

ร้านอาหารที่ดี ต้องมีระบบที่ดีไปพร้อมกัน

✅ทดลองใช้ระบบฟรี: คลิกที่นี่

คลิกเพื่อโทรติดต่อฝ่ายขาย

LINE: https://lin.ee/zAdDsCr

ใครว่าร้านเล็กอยากขยายสาขาไม่ได้? มาดู 6 วิธีขยายสาขาของร้านอาหารขนาดเล็ก!

ขยายสาขา

การขยายสาขาไม่ใช่การสร้างความเสี่ยงเลยแม้แต่น้อย ถ้าเราวางแผนและดำเนินธุรกิจอย่างดี แม้เป็นร้านเล็กก็สามารถขยายสาขาได้

Continue reading

ชวนแชร์! เปิดร้านในตลาดคนเดินและงานแฟร์สตรีทฟู้ดคุ้มไหม?

งานแฟร์สตรีทฟู้ด

เปรียบเทียบ ‘จุดแข็ง’ และ ‘จุดอ่อน’ เปิดร้านในตลาดคนเดินหรืองานแฟร์สตรีทฟู้ด จุดเริ่มต้นของคนมีฝันอยากทำธุรกิจร้านอาหาร

Continue reading

5 เทคนิคเปิดเพลงในร้านอาหาร

5 เทคนิคเปิดเพลงในร้านอาหาร

เคยไหม? กับการที่เข้าร้านอาหารอร่อยถูกปาก บริการถูกใจ แต่ไม่อยากนั่งนานๆ เพราะเพลงในร้านเสียงดังเกินไป หรือไม่ถูกจริต ลองมาดูเทคนิคการเปิดเพลงในร้านอาหารกันดีกว่า

Continue reading

รวม 9 Features เด็ด FoodStory CRM รู้ใจลูกค้า เพิ่มยอดขายต่อบิล สร้างฐานลูกค้าประจำ

FoodStory CRM

FoodStory ในฐานะเพื่อนคู่คิดธุรกิจร้านอาหาร เล็งเห็นถึงความสำคัญ และได้พัฒนา พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ FoodStory CRM

Continue reading

7 วิธีเริ่มต้น โปรโมทร้านอาหาร ของคุณผ่าน Instagram

ใช้ Instragram ถ่ายรูปอาหาร

‍อินสตาแกรม คือหนึ่งในช่องทางที่ดีที่สุดที่ง่ายต่อการจัดการและช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านของคุณ วันนี้ FoodStory จะพาเรียนรู้วิธีการใช้งาน‍อินสตาแกรม

Continue reading