Skip to content
Yield คืออะไร

Yield คือ อะไร? สูตรคำนวณวัตถุดิบ ลดต้นทุนอาหารให้ร้านกำไรพุ่ง!

คุณเป็นเจ้าของร้านอาหารที่กำลังเผชิญหน้ากับต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น แม้จะมียอดขายที่ดีอยู่หรือไม่? หลายครั้งที่เจ้าของร้านอาหารมองข้ามปัจจัยสำคัญที่กัดกินกำไรไปอย่างเงียบๆ นั่นคือการบริหารจัดการวัตถุดิบที่ไม่มีประสิทธิภาพ และหนึ่งในหัวใจหลักของปัญหานี้ คือ การขาดความเข้าใจในเรื่อง “Yield” (ยิลด์) ทำให้คิดต้นทุนอาหารผิดพลาด โดยเฉพาะส่วนของวัตถุดิบที่หลายร้านมักละเลย อาจทำให้กำไรที่ควรจะได้ลดหายไป หรือหนักกว่านั้นคือ การขาดทุนโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Yield คืออะไร อย่างละเอียด พร้อมสูตรคำนวณที่จะช่วยให้คุณคิดต้นทุนอาหารได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างกำไร และบริหารร้านได้อย่างมืออาชีพ

 

Yield คืออะไร? ส่งผลอย่างไรต่อการคิดต้นทุนอาหาร?

Yield หรือ “ยิลด์” คือ สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของปริมาณวัตถุดิบที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง เทียบกับปริมาณวัตถุดิบทั้งหมดที่ซื้อมา โดยเฉพาะหลังจากผ่านกระบวนการเตรียม เช่น การตัดแต่ง การเลาะกระดูก หรือการปอกเปลือก

 

Yield คืออะไร? ส่งผลอย่างไรต่อการคิดต้นทุนอาหาร?

Yield หรือ “ยิลด์” คือ สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของปริมาณวัตถุดิบที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง เทียบกับปริมาณวัตถุดิบทั้งหมดที่ซื้อมา โดยเฉพาะหลังจากผ่านกระบวนการเตรียม เช่น การตัดแต่ง การเลาะกระดูก หรือการปอกเปลือก

 

ทำไม Yield จึงสำคัญต่อการคิดต้นทุนอาหาร?

สมมติว่า คุณซื้อแซลมอนมา 1 กิโลกรัม ราคา 350 บาท หากคิดต้นทุนอาหารแบบตรงไปตรงมา หลายคนอาจคิดว่าแซลมอน 1 กิโลกรัมนี้มีต้นทุน 350 บาท แต่ในความเป็นจริง เมื่อคุณนำแซลมอนไปแล่เพื่อทำซาซิมิ คุณจะต้องตัดส่วนหัว หาง เลาะก้าง และตัดแต่งเนื้อส่วนที่ไม่สวยออกไป ซึ่งส่วนเหล่านี้คือ “ของเสีย” หรือ “วัตถุดิบที่ใช้ไม่ได้” ทำให้ปริมาณแซลมอนที่เหลืออยู่จริงเพื่อนำไปขายนั้นน้อยกว่า 1 กิโลกรัมที่ซื้อมา

การไม่นำส่วนของเสียเหล่านี้มาพิจารณาในการคิดต้นทุนอาหารจะทำให้คุณประเมินต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริง และส่งผลให้กำไรที่แท้จริงของร้านลดลงอย่างมาก ดังนั้น การคำนวณ Yield ก่อน จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหาต้นทุนอาหารที่แท้จริงของวัตถุดิบเฉพาะส่วนที่ใช้ได้เท่านั้น

 

สูตรคำนวณ Yield% (เปอร์เซ็นต์ของวัตถุดิบที่ใช้ได้จริง)

 

สูตร: Yield % = (ปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ได้จริง / ปริมาณวัตถุดิบที่ซื้อมา) x 100

 

ตัวอย่างการคำนวณ Yield และ ต้นทุนวัตถุดิบจริง:

  • วัตถุดิบที่ซื้อมา: ปลาแซลมอน น้ำหนัก 5 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 350 บาท รวมเป็นเงิน 1,750 บาท
  • หลังจากการเตรียม (ตัดแต่ง / เลาะก้าง): แซลมอนเหลือน้ำหนักที่ใช้ได้จริงเพียง 4 กิโลกรัม

ขั้นตอนการคำนวณ:

  1. หา Yield %: (แซลมอนที่ใช้ได้จริง 4 กิโลกรัม / แซลมอนที่ซื้อมา 5 กิโลกรัม) x 100 = 80%
    • หมายความว่า: ปลาแซลมอนที่คุณซื้อมา สามารถนำไปใช้ได้จริงเพียง 80% ของน้ำหนักทั้งหมด
  2. หาต้นทุนวัตถุดิบจริงหลังจากคำนวณ Yield:
    • นำราคาที่ซื้อมา หารด้วย Yield % ที่คำนวณได้
    • 1,750 บาท / 80% = 2,187.5 บาท
    • ดังนั้น: ต้นทุนที่แท้จริงของแซลมอนที่ใช้ได้จริง 4 กิโลกรัม คือ 2,187.5 บาท
  3. หาต้นทุนต่อหน่วย (หากต้องการทำขายเป็นเซต): สมมติว่าคุณขายแซลมอนซาซิมิเซตละ 200 กรัม
    • จากแซลมอนที่ใช้ได้จริง 4,000 กรัม (4 กิโลกรัม) จะทำขายได้: 4,000 กรัม ÷ 200 กรัม/เซต = 20 เซต
    • ต้นทุนต่อเซตจริง ๆ: 2,187.5 บาท ÷ 20 เซต = 109.37 บาทต่อเซต

 

📌 ข้อสังเกต: หากคุณคิดต้นทุนอาหารแบบไม่คิด Yield (1,750 บาท / (5,000 กรัม / 200 กรัม = 25 เซต) = 70 บาทต่อเซต) คุณจะเห็นว่าต้นทุนจริงต่อเซต คือ 109.37 บาท ซึ่งสูงกว่าการคำนวณต้นทุนแบบตรงไปตรงมาเกือบ 40 บาท! นี่คือเหตุผลที่การคำนวณ Yield มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมต้นทุนอาหารของร้านอาหาร จะเห็นได้ว่า การคำนวณ Yield ที่แม่นยำนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญในการควบคุม “ต้นทุนวัตถุดิบ” หรือต้นทุนอาหาร (Food Cost) ต่อยอดขายให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อรักษากำไรของร้านคุณให้ยั่งยืน

 

เพิ่มกำไร ควบคุมต้นทุน: ปลดล็อกศักยภาพร้านอาหารด้วยการคำนวณ Yield ที่แม่นยำ

เมื่อคุณเข้าใจการคำนวณ Yield แล้ว คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อบริหารจัดการร้านและลดต้นทุนวัตถุดิบได้ดียิ่งขึ้น:

  • กำหนดราคาขายที่เหมาะสม: เมื่อรู้ต้นทุนวัตถุดิบที่แท้จริง คุณสามารถตั้งราคาขายเมนูได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุน และสร้างกำไรที่ต้องการ
  • วางแผนการสั่งซื้อ: การรู้ Yield ของวัตถุดิบแต่ละชนิดจะช่วยให้คุณสั่งซื้อวัตถุดิบได้อย่างแม่นยำ ไม่มากเกินไปจนเหลือทิ้งหรือน้อยเกินไปจนของขาด ทำให้การเช็กสต๊อก และการจัดการวัตถุดิบ (Inventory Management) มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ลดของเสีย: การคำนวณ Yield บังคับให้คุณใส่ใจกับปริมาณของของเสียที่เกิดขึ้นในแต่ละกระบวนการ ทำให้สามารถหาแนวทางลดของเสีย เช่น การฝึกอบรมพนักงานให้แล่หรือตัดแต่งวัตถุดิบได้ดีขึ้น หรือนำส่วนที่เหลือไปใช้ประโยชน์ในเมนูอื่น ๆ เช่น การนำหัวปลาแซลมอนไปทำเป็นซุปหรือต้มยำ เศษผักไปทำน้ำสต๊อก หรือการทำเมนู ‘Zero Waste’ 
  • ควบคุม ต้นทุนอาหาร (Food Cost): การติดตาม Yield ของวัตถุดิบหลักอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณควบคุมเปอร์เซ็นต์ ต้นทุนอาหาร (Food Cost) ของร้านให้อยู่ในเป้าหมายที่ตั้งไว้ และรักษาผลกำไรของร้านให้ยั่งยืน

 

เมื่อเห็นถึงประโยชน์มหาศาลของการทำความเข้าใจ และนำ Yield มาใช้แล้ว คำถามต่อไปคือ “จะเริ่มต้นอย่างไร?” คู่มือฉบับสมบูรณ์นี้จะแนะนำขั้นตอนปฏิบัติจริงเพื่อช่วยคุณลดต้นทุนและบริหารจัดการสต๊อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

คู่มือฉบับสมบูรณ์: การนำ Yield ไปใช้จริง เพื่อลดต้นทุน และบริหารสต๊อก (Inventory Management) อย่างมีประสิทธิภาพ

การบริหารจัดการวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพนั้น ไม่ใช่แค่การจดบันทึกเข้า-ออก แต่ต้องลงลึกถึงรายละเอียด และการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ นี่คือขั้นตอนที่คุณสามารถทำได้:

  • รู้จัก และคำนวณ Yield ของวัตถุดิบหลักทุกชนิด:

    • วิธีทำ: เลือกวัตถุดิบที่ใช้บ่อยๆ เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้
    • ชั่งน้ำหนักวัตถุดิบก่อนเตรียม (น้ำหนักเต็ม)
    • ดำเนินการเตรียมวัตถุดิบตามปกติ (ปอก, หั่น, เล็ม)
    • ชั่งน้ำหนักวัตถุดิบส่วนที่ใช้ได้จริง (น้ำหนักสุทธิ)
    • สูตร: Yield (%) = (น้ำหนักสุทธิ / น้ำหนักเต็ม) x 100

📌ประโยชน์: คุณจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่าวัตถุดิบแต่ละชนิดมี “ของทิ้ง” เท่าไหร่ ทำให้การคิดต้นทุนอาหารต่อหน่วยแม่นยำขึ้น

  • สร้างและผูกสูตรอาหาร (Recipe Management) อย่างละเอียด:

    • สำหรับเมนูแต่ละจาน คุณต้องมีสูตรมาตรฐานที่ระบุวัตถุดิบ และปริมาณที่ใช้จริงอย่างแม่นยำ โดยคำนึงถึง Yield ที่คำนวณไว้แล้ว

📌 เคล็ดลับ: อย่าลืมรวมถึงวัตถุดิบสำหรับ “ตัวเลือก” หรือ “ส่วนเสริม” ของเมนูด้วย เช่น เพิ่มชีส เปลี่ยนเส้น

  • วางแผนการสั่งซื้อ และรับสินค้าอย่างเป็นระบบ:

    • ใช้ข้อมูลยอดขาย และสูตรอาหารมาประมาณการความต้องการวัตถุดิบ
    • จัดทำรายการสั่งซื้อ และบันทึกการรับสินค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อควบคุมการใช้จ่ายและติดตามสถานะ
    • เมื่อรับสินค้า ควรมีการตรวจสอบปริมาณ และคุณภาพให้ตรงกับที่สั่ง
  • ตรวจสอบ และนับสต๊อกอย่างสม่ำเสมอ (Check Stock):

    • การนับสต๊อกแบบเรียลไทม์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อรู้ปริมาณวัตถุดิบที่พร้อมใช้จริง
    • กำหนดรอบการนับสต๊อกที่ชัดเจน เช่น รายวัน รายสัปดาห์ เพื่อความถูกต้อง
  • กำหนดจุดสั่งซื้อ (Reorder Point) และแจ้งเตือนวัตถุดิบใกล้หมด:

    • การตั้งค่าปริมาณขั้นต่ำของวัตถุดิบแต่ละประเภทช่วยให้ระบบแจ้งเตือนเมื่อวัตถุดิบใกล้หมด เพื่อให้คุณสั่งซื้อได้ทันเวลา ไม่เกิดปัญหาของขาด
  • วิเคราะห์ข้อมูลการใช้สต๊อกเพื่อการตัดสินใจ:

    • วัตถุดิบใดที่ใช้มาก ใช้น้อย หรือเหลือทิ้งเยอะ?
    • วัตถุดิบใดที่มีต้นทุนจมจากการตุนมากเกินไป?
    • ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณปรับกลยุทธ์การสั่งซื้อและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ยกระดับการจัดการต้นทุน และสต๊อกด้วย FoodStory POS: ผู้ช่วยอัจฉริยะของร้านอาหารยุคใหม่

การคำนวณ Yield และการบริหารต้นทุนอาหารอาจดูซับซ้อน และต้องใช้เวลามากหากทำด้วยมือทั้งหมด แต่นั่นคือเหตุผลที่เทคโนโลยีของระบบ POS อย่าง FoodStory POS เข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด FoodStory POS มาพร้อมฟังก์ชันการจัดการสต๊อก (Inventory Management) ที่ครอบคลุมทุกด้าน ช่วยลดภาระงาน และเพิ่มความแม่นยำให้ธุรกิจของคุณ:

  • สร้าง และแก้ไขข้อมูลสินค้าคงคลัง: จัดระเบียบข้อมูลวัตถุดิบทั้งหมดของคุณในที่เดียว ใช้งานง่าย
  • ผูกสูตรอาหาร และจัดการสูตรการผลิต (BOM): กำหนดปริมาณวัตถุดิบที่แน่นอนสำหรับทุกเมนู รวมถึงการจัดการสูตรที่ซับซ้อน (Bill of Materials – BOM) เพื่อความแม่นยำในการตัดสต๊อก นี่คือหัวใจสำคัญในการคำนวณต้นทุนที่อิงจาก Yield จริง 
  • ออก PR PO GR และสามารถเติมสินค้าได้อย่างรวดเร็ว (Restock): ระบบช่วยให้คุณสามารถสร้างใบขอซื้อ (PR) คำสั่งซื้อ (PO) และบันทึกการรับสินค้า (GR) ได้อย่างเป็นระบบ ทำให้ควบคุมการไหลเวียนของวัตถุดิบได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ลดความผิดพลาดในการสั่งซื้อ และการรับของ
  • ตรวจสอบสินค้าคงคลัง และดูสต๊อกวัตถุดิบคงเหลือแบบเรียลไทม์: รู้จำนวนวัตถุดิบที่มีอยู่จริงได้ตลอดเวลา ไม่ต้องเสียเวลานับมือบ่อย ๆ ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ทันที 
  • แก้ไขซัพพลายเออร์: จัดการข้อมูลซัพพลายเออร์ของคุณได้อย่างง่ายดาย
  • ช่วยตัดสต๊อกวัตถุดิบในร้านอัตโนมัติ: เพียงกำหนดสูตรเครื่องดื่ม และอาหารผูกเข้ากับเมนู ทุกครั้งที่มีออร์เดอร์ ระบบจะตัดวัตถุดิบออกให้เองโดยอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการบันทึกมือ และคำนวณต้นทุนจริงได้ทันที
  • แจ้งเตือนวัตถุดิบใกล้หมดทันที: ตั้งค่าปริมาณขั้นต่ำของวัตถุดิบแต่ละประเภท ระบบจะแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาที่ต้องซื้อของมาตุนเพิ่ม เพื่อป้องกันวัตถุดิบขาดมือ
  • ควบคุม และติดตาม ไม่ต้องสั่งของมาเกินจำเป็น: FoodStory POS จะช่วยให้ร้านเห็นว่าวัตถุดิบใดที่ใช้มากใช้น้อย ช่วยให้ประมาณการซื้อของมาตุนได้พอดี ไม่กักตุนมากเกิน ซึ่งอาจจะเกิดภาวะต้นทุนจมจากวัตถุดิบที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้

การลงทุนในโปรแกรม POS ร้านอาหารที่มีฟังก์ชันการจัดการสต๊อกขั้นสูงอย่าง FoodStory POS ไม่เพียงช่วยให้คุณประหยัดเวลา และลดความผิดพลาด แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ และเพิ่มผลกำไรให้ธุรกิจร้านอาหารของคุณเติบโตอย่างยั่งยืน

พร้อมยกระดับการจัดการสต๊อกและควบคุมต้นทุนให้ร้านคุณกำไรพุ่งด้วย FoodStory POS หรือยัง? 📌 คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด FoodStory POS เพิ่มเติม

ลงทะเบียนสั่งซื้อ FoodStory POS

Discover more from FoodStory

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading