เปิดร้านส้มตำ ลงทุนเท่าไหร่ ? พร้อมเช็กลิสต์เตรียมตัวให้ปัง!

เปิดร้านส้มตำ ลงทุนเท่าไหร่

ส้มตำ…เมนูยอดนิยมที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยลิ้มลอง ด้วยรสชาติที่จัดจ้านถึงใจและเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัย ทำให้ธุรกิจร้านส้มตำ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการที่อยากเริ่มต้นธุรกิจร้านอาหาร แต่คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ เปิดร้านส้มตำ ลงทุนเท่าไหร่ ? และต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?

วันนี้ FoodStory จะมาเจาะลึกทุกค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และแจกเช็กลิสต์ ที่จะช่วยให้คุณเตรียมความพร้อมสำหรับการพร้อม ขายส้มตำ รอบด้านไม่พลาดทุกรายละเอียดสำคัญ

 

แจกแจงให้ชัด! เปิดร้านส้มตำ ลงทุนเท่าไหร่ ?

การลงทุนสำหรับเปิดร้าน ขายส้มตำ จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ ค่าใช้จ่ายครั้งแรก และค่าใช้จ่ายรายเดือน ที่คุณต้องวางแผนให้รอบคอบตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคง

1. ค่าใช้จ่ายครั้งแรก (ค่าลงทุนเริ่มต้น)

  • ค่าเช่า และตกแต่งร้าน:
    • ค่าเช่าพื้นที่: ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับทำเล และขนาดร้าน การเลือกทำเลที่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสัญจรไปมาเยอะเป็นสิ่งสำคัญ
    • ค่าตกแต่ง และปรับปรุงร้าน: ประมาณ 20,000 – 200,000 บาท (หากเป็นร้านขนาดเล็ก)
    • ค่ามัดจำ และล่วงหน้า: 2-3 เดือนของค่าเช่า
  • ค่าอุปกรณ์ในครัว และหน้าร้าน:
    • อุปกรณ์หลัก: ครกหิน ครกไม้ สาก มีดหั่นผักสไลด์ เตาย่างไก่ หรือคอหมู ถาดสแตนเลส และอุปกรณ์อื่นๆ
    • อุปกรณ์หน้าร้าน: โต๊ะ-เก้าอี้ จาน ชาม ช้อน ส้อม และภาชนะใส่อาหาร
    • ประมาณการค่าใช้จ่าย: 50,000 – 150,000 บาท
  • ค่าวัตถุดิบและค่าแรงพนักงานช่วงเริ่มต้น:
    • ค่าวัตถุดิบชุดแรก: เตรียมเงินสำหรับซื้อวัตถุดิบหลัก เช่น มะละกอ พริก มะนาว ผักต่าง ๆ และเครื่องเคียง
    • เงินเดือนพนักงาน: จัดเตรียมเงินเดือนสำหรับ 1-2 เดือนแรก
    • ประมาณการค่าใช้จ่าย: 30,000 – 80,000 บาท

📌สรุปค่าใช้จ่ายเริ่มต้นทั้งหมด: โดยเฉลี่ยแล้ว การเปิดร้าน ขายส้มตำ ขนาดเล็กจะใช้เงินลงทุนเริ่มต้นอยู่ที่ 100,000 – 400,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดร้าน และรูปแบบร้านของคุณ

2. ค่าใช้จ่ายรายเดือน (ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายประจำ)

หลังจากลงทุนครั้งแรกไปแล้ว คุณต้องเตรียมเงินทุนหมุนเวียนสำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้คุณสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างราบรื่น

  • ค่าเช่าร้านรายเดือน: (ตามสัญญา)
  • ค่าแรงพนักงาน: ประมาณ 300-400 บาทต่อคนต่อวัน
  • ค่าวัตถุดิบ: ค่าใช้จ่ายหลักที่ผันแปรตามยอดขาย (การควบคุมต้นทุนวัตถุดิบมีผลโดยตรงต่อกำไร)
  • ค่าสาธารณูปโภค: ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าอินเทอร์เน็ต
  • ค่าการตลาด: ค่าโปรโมต ค่าโฆษณาบนโซเชียลมีเดียต่า งๆ

 

เช็กลิสต์ 10 ข้อสำหรับเปิดร้าน ขายส้มตำ

เมื่อรู้เรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว มาดูสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเปิดร้าน ขายส้มตำ เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกรายละเอียดสำคัญ และเพิ่มโอกาสสร้างกำไร

  1. วิเคราะห์ตลาด และคู่แข่ง: ก่อนลงมือทำธุรกิจ ควรทำความเข้าใจตลาดในพื้นที่ที่คุณสนใจ สำรวจว่ามีร้านส้มตำ คู่แข่งรายใดบ้าง และพวกเขามีจุดแข็ง-จุดอ่อนอย่างไร เพื่อให้คุณสามารถสร้างจุดเด่นที่แตกต่าง และพัฒนาเมนูให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้
  2. ระบุกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน: การรู้ว่าลูกค้าของคุณคือใคร เช่น กลุ่มพนักงานออฟฟิศที่ชอบความรวดเร็ว หรือกลุ่มครอบครัวที่มองหาร้านนั่งสบาย ๆ จะช่วยให้คุณวางแผนทุกอย่างได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่การออกแบบเมนูไปจนถึงบรรยากาศร้าน
  3. เลือกทำเลที่ใช่: ทำเลคือปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ ควรพิจารณาทำเลที่มีผู้คนพลุกพล่าน เดินทางสะดวก และมีศักยภาพในการดึงดูดลูกค้า
  4. วางแผนเมนู และราคา: ออกแบบเมนูส้มตำและอาหารอีสานอื่น ๆ ที่หลากหลายและมีเอกลักษณ์ รวมถึงกำหนดราคาขายที่เหมาะสมกับคุณภาพ และกลุ่มเป้าหมายของคุณ
  5. คอนเซปต์ร้าน: กำหนดรูปแบบร้าน (เน้นซื้อกลับบ้าน นั่งทานในร้าน หรือเน้นเดลิเวอรี)
  6. วัตถุดิบ และซัพพลายเออร์: หาแหล่งวัตถุดิบที่สดใหม่ และราคาเหมาะสม มีการเจรจาต่อรองที่ดี
  7. วางแผนการตลาดให้พร้อม: สร้างการรับรู้ให้กับ ร้านส้มตำ ของคุณด้วยกลยุทธ์การตลาดที่น่าสนใจ เช่น การใช้โปรโมชันในช่วงเปิดร้าน การถ่ายรูปเมนูสวยๆ เพื่อโพสต์บนโซเชียลมีเดียอย่าง  Facebook/Instagram/Tiktok  หรือการร่วมมือกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรี
  8. เตรียมพร้อมด้านบุคลากร: หากมีพนักงาน ควรจัดฝึกอบรมเพื่อให้ทุกคนมีความรู้ความเข้าใจในเมนูและมาตรฐานการบริการ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ
  9. เตรียมเอกสารทางกฎหมาย: จัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการจดทะเบียนธุรกิจและใบอนุญาตต่างๆ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ธุรกิจของคุณสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและน่าเชื่อถือ
  10. เลือกระบบจัดการร้านที่มีประสิทธิภาพ: วางแผนการรับออเดอร์ การคิดเงิน และการจัดการ สต๊อก วัตถุดิบ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถจัดการได้ง่ายขึ้นด้วย ระบบ POS ร้านอาหาร หรือ โปรแกรม POS ร้านอาหาร

📌 อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการเปิดร้านอย่างละเอียด 👉🏻 ที่นี่

 

เปิดร้าน ขายส้มตำให้เป็นระบบไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

การ ขายส้มตำ ให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว ไม่ได้มีแค่เรื่องรสชาติอาหารที่ดีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การรับออเดอร์ การคิดเงิน การจัดการสต๊อกวัตถุดิบ ไปจนถึงการทำรายงานยอดขาย ระบบจัดการร้านอาหาร FoodStory POS ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการ ร้านส้มตำ โดยเฉพาะ ทำให้คุณสามารถจัดการร้านได้อย่างมืออาชีพ

  • ลดความผิดพลาดและเพิ่มความรวดเร็ว: ระบบรับออเดอร์ที่แม่นยำ ไม่ต้องจดมืออีกต่อไป
  • จัดการออเดอร์เดลิเวอรีง่ายขึ้น: ระบบของ FoodStory POS สามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรีได้อย่างราบรื่น ทำให้คุณจัดการออเดอร์จาก LINE MAN ได้สะดวกยิ่งขึ้น ลดความผิดพลาดและเพิ่มความรวดเร็วในการจัดส่ง
  • ควบคุมสต๊อกแม่นยำ: ติดตามวัตถุดิบแบบ Real-time ลดปัญหาของขาดหรือของเหลือทิ้ง ทำให้ควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สรุปยอดขายทันที: ดูรายงานยอดขายได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแอปฯ FoodStory POS Manager ช่วยให้คุณวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

เริ่มต้นวางแผนธุรกิจร้านส้มตำ ของคุณให้เติบโตอย่างมั่นคงตั้งแต่วันนี้ และให้ FoodStory POS เป็นตัวช่วยจัดการงานที่ยุ่งยากให้ง่ายยิ่งขึ้น

📌 ดูรายละเอียด และฟีเจอร์เด็ดของ FoodStory POS เพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือลงทะเบียนที่นี่ เพื่อปรึกษาเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายฟรี!

ลงทะเบียนสั่งซื้อ FoodStory POS เพื่อเปิดร้าน ขายส้มตำ

SWOT Analysis คืออะไร? เครื่องมือสำคัญที่ร้านอาหารขาดไม่ได้

SWOT Analysis คืออะไร

ในโลกธุรกิจร้านอาหารที่มีการแข่งขันสูง การเริ่มต้น หรือขยายกิจการโดยไม่มีแผนที่ชัดเจนก็เหมือนกับการเดินเรือกลางทะเลโดยไม่มีเข็มทิศ “SWOT Analysis” คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมของธุรกิจตัวเองอย่างรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายใน และภายนอก เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการวางกลยุทธ์ที่แม่นยำ

 

SWOT คือ อะไร? ทำไมร้านอาหารต้องรู้จัก?

SWOT คือ กรอบการวิเคราะห์ที่ใช้ประเมิน 4 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อธุรกิจ ได้แก่

  • S – Strengths (จุดแข็ง): ปัจจัยภายในที่สร้างความได้เปรียบให้กับร้านอาหารของคุณ เช่น รสชาติอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ ทำเลที่ตั้งดีเยี่ยม การบริการที่ประทับใจ  หรือทีมพนักงานที่มีประสบการณ์
  • W – Weaknesses (จุดอ่อน): ปัจจัยภายในที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต เช่น การบริหารจัดการต้นทุนที่ไม่ดีพอ พนักงานเข้า-ออกบ่อย  หรือไม่มีระบบการจัดการที่ชัดเจน
  • O – Opportunities (โอกาส): ปัจจัยภายนอกที่ช่วยให้ร้านอาหารเติบโต เช่น เทรนด์การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้น แพลตฟอร์มเดลิเวอรีที่กำลังขยายตัว  หรือการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่กำลังบูม
  • T – Threats (อุปสรรค/ความเสี่ยง): ปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจ เช่น ร้านคู่แข่งเปิดใหม่ใกล้เคียง ต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน หรือสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

เมื่อเราทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้อย่างลึกซึ้งแล้ว ก็จะสามารถกำหนดทิศทางที่ชัดเจน และเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ประโยชน์ของการทำ SWOT Analysis สำหรับร้านอาหาร

การวิเคราะห์ SWOT ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบ้านที่ต้องทำ แต่คือขั้นตอนที่มีประโยชน์อย่างมากต่อการเติบโตของร้านอาหาร:

  • เข้าใจธุรกิจตัวเองอย่างลึกซึ้ง: ช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมของร้าน ทั้งจุดเด่นที่ควรส่งเสริมและจุดบกพร่องที่ต้องปรับปรุง
  • วางแผนกลยุทธ์ได้แม่นยำ: ช่วยให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีเหตุผลรองรับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขา การปรับปรุงเมนู หรือการทำโปรโมชั่น
  • เตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง: ทำให้คุณรู้เท่าทันความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน หรือการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ เพื่อเตรียมแผนป้องกันล่วงหน้า
  • เพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขาย: ช่วยให้คุณมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยทำ เช่น การเพิ่มช่องทางการขายออนไลน์ หรือการทำเมนูตามเทรนด์สุขภาพ

 

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่ทำ SWOT?

การละเลยการทำ SWOT Analysis อาจส่งผลเสียต่อร้านอาหารในระยะยาว

  • พลาดโอกาสในการเติบโต: คุณอาจมองไม่เห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น เทรนด์การบริโภคใหม่ๆ ที่สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้
  • ไม่รู้จุดบกพร่องที่ต้องแก้ไข: คุณอาจแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด เช่น โฟกัสแต่การเพิ่มเมนูใหม่ แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่แท้จริงอย่างการจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่สิ้นเปลือง
  • เสี่ยงต่อการขาดทุน: หากไม่ประเมินอุปสรรคภายนอกอย่างราคาวัตถุดิบที่ผันผวน อาจทำให้กำไรของร้านลดลงโดยไม่ทันตั้งตัว
  • รับมือคู่แข่งได้ไม่ทัน: คุณอาจไม่รู้ว่าคู่แข่งมีจุดแข็งอะไร และทำอย่างไรถึงดึงดูดลูกค้าไปได้ ทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันในระยะยาว

 

ควรทำ SWOT Analysis บ่อยแค่ไหน?

การวิเคราะห์ SWOT ไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวแล้วจบไป แต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอเพื่ออัปเดตข้อมูลให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำ SWOT Analysis สำหรับร้านอาหาร ได้แก่

  1. ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ: นี่คือเวลาที่สำคัญที่สุด เพื่อให้คุณมีแผนธุรกิจร้านอาหารที่ชัดเจนตั้งแต่แรก และกำหนดทิศทางที่ถูกต้องก่อนเริ่มลงทุนจริง
  2. ช่วงก่อนการตัดสินใจครั้งใหญ่: เช่น ก่อนขยายสาขา ก่อนลงทุนในอุปกรณ์ใหม่ ก่อนเปิดตัวเมนูใหม่ หรือก่อนตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาด
  3. ช่วงเวลาที่เกิดปัญหา: หากร้านมียอดขายตก ลูกค้าบ่นเรื่องเดิมซ้ำ ๆ หรือมีพนักงานลาออกบ่อย การกลับมาทำ SWOT จะช่วยให้คุณหาสาเหตุที่แท้จริงและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด
  4. ทำเป็นประจำทุกปี: อย่างน้อยที่สุด ควรทบทวนและทำ SWOT Analysis ปีละ 1 ครั้ง เพื่อประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และวางแผนสำหรับปีถัดไปให้สอดคล้องกับเทรนด์และสถานการณ์ปัจจุบัน

 

ตัวอย่างการวิเคราะห์ SWOT สำหรับร้านอาหาร

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองมาดูตัวอย่างการวิเคราะห์ SWOT ของร้านอาหารสมมติร้านหนึ่งชื่อ “ร้านกาแฟลุงป๊อบ” ที่เปิดมาแล้ว 2 ปี

1. จุดแข็ง (Strengths)

  • รสชาติและคุณภาพ: เมล็ดกาแฟนำเข้าจากแหล่งเฉพาะ ทำให้มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์
  • การบริการ: พนักงานมีใจบริการเป็นเลิศ จดจำลูกค้าประจำได้
  • ความสัมพันธ์กับลูกค้า: มีฐานลูกค้าประจำที่เหนียวแน่น
  • ระบบการจัดการ: เจ้าของร้านใช้ระบบบริหารจัดการร้านอาหารเข้ามาช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ ทำให้ทำงานได้อย่างเป็นระบบ

2. จุดอ่อน (Weaknesses)

  • การจัดการต้นทุน: ยังไม่มีระบบที่ช่วยควบคุมต้นทุนวัตถุดิบได้อย่างแม่นยำ ทำให้สิ้นเปลืองวัตถุดิบในบางครั้ง
  • การบริหารพนักงาน: พนักงานต้องทำงานหลายอย่าง ทั้งรับออเดอร์ เสิร์ฟ และคิดเงิน ทำให้เกิดความล่าช้าในช่วงเวลาเร่งด่วน
  • การตลาด: ยังไม่มีช่องทางการตลาดออนไลน์ที่หลากหลาย

3. โอกาส (Opportunities)

  • เทรนด์: ลูกค้ายุคใหม่นิยมสั่งอาหาร และเครื่องดื่มผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น
  • ทำเล: มีออฟฟิศขนาดใหญ่กำลังจะเปิดใหม่ใกล้ ๆ ร้าน ทำให้มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพิ่มขึ้น
  • แพลตฟอร์ม: แพลตฟอร์มเดลิเวอรีและโซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้ร้านเข้าถึงลูกค้าใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น

4. อุปสรรค (Threats)

  • คู่แข่ง: ร้านกาแฟแฟรนไชส์ชื่อดังกำลังจะมาเปิดในระยะไม่กี่ก้าวจากร้าน
  • วัตถุดิบ: ราคาเมล็ดกาแฟนำเข้าผันผวนตามค่าเงิน
  • เศรษฐกิจ: กำลังซื้อของผู้บริโภคในภาพรวมอาจลดลง

 

นำ SWOT มาวางแผนธุรกิจร้านอาหารอย่างไร?

เมื่อคุณมีข้อมูลจากการวิเคราะห์ SWOT ในมือแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างกลยุทธ์

  1. ใช้จุดแข็งเพื่อคว้าโอกาส (S-O Strategy): ใช้การบริการที่เป็นเลิศและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ (Strengths) เพื่อสร้างแคมเปญการตลาดออนไลน์ที่น่าสนใจ และดึงดูดลูกค้าใหม่ ๆ จากแพลตฟอร์มออนไลน์ (Opportunities)
  2. ใช้จุดแข็งเพื่อรับมือกับอุปสรรค (S-T Strategy): สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าประจำ (Strengths) เพื่อให้ลูกค้ายังคงภักดีกับร้าน แม้ว่าจะมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาเปิดในพื้นที่ (Threats)
  3. แก้ไขจุดอ่อนเพื่อคว้าโอกาส (W-O Strategy):: เพิ่มช่องทางการขายออนไลน์ (Opportunities) เพื่อแก้ปัญหาพนักงานไม่เพียงพอในช่วงเวลาเร่งด่วน (Weaknesses) ด้วยการใช้ระบบ QR Order ให้ลูกค้าสั่งอาหารเองได้
  4. แก้ไขจุดอ่อนเพื่อลดอุปสรรค (W-T Strategy): แก้ปัญหาการจัดการต้นทุนที่ไม่แม่นยำ (Weaknesses) ด้วยการนำระบบจัดการสต๊อกเข้ามาใช้ เพื่อควบคุมวัตถุดิบ และลดความสิ้นเปลือง ซึ่งจะช่วยให้ร้านรับมือกับราคาวัตถุดิบที่ผันผวนได้ดีขึ้น (Threats)

📌จะเห็นได้ว่า การวิเคราะห์ SWOT ไม่ใช่แค่การทำเช็กลิสต์ แต่เป็นการนำข้อมูลมาใช้เพื่อวางแผนการเติบโตอย่างเป็นระบบ และเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

 

🩵FoodStory POS คือ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ร้านอาหารสามารถนำผลการวิเคราะห์ SWOT มาใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการสต๊อกวัตถุดิบอย่างแม่นยำ การเพิ่มช่องทางการขายออนไลน์ หรือการลดภาระงานของพนักงาน ทำให้เจ้าของร้านสามารถโฟกัสกับการวางกลยุทธ์ และการสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มที่

 

พร้อมวางแผนธุรกิจร้านอาหารให้เติบโตอย่างมั่นคงแล้วหรือยัง?

📌 ดูรายละเอียด FoodStory POS ตัวช่วยจัดการร้านอาหารสำหรับยุคใหม่เพิ่มเติมได้ที่นี่

ลงทะเบียนสั่งซื้อ FoodStory POS

ร้าน “เลิศทิพย์” ความอร่อยมีเรื่องราวที่ส่งต่อจากรุ่นอาก๋งสู่รุ่นหลาน 👨🏻‍🍳

เชฟกิ๊กทายาทรุ่นที่ 3 บอกเล่าที่มาของ ร้าน “เลิศทิพย์” ตั้งแต่รุ่นอาก๋ง บอกได้เลยว่าร้านข้าวต้มดั้งเดิมนี้เต็มไปด้วยความอร่อยที่มีเรื่องราว และเชฟกิ๊กได้แชร์ประสบการณ์หลังใช้ Wongnai POS Pay ที่ช่วยลดปัญหาสลิปปลอมอีกด้วย ! 

 

จุดเริ่มต้นของ ร้าน “เลิศทิพย์”

เชฟกิ๊กเล่าว่า ร้าน “เลิศทิพย์” เริ่มมาตั้งแต่รุ่นอากง และส่งต่อจนถึงรุ่นพ่อ และรุ่นของเชฟกิ๊ก โดยเลิศทิพย์เริ่มแรกเลยตั้งอยู่ที่จังหวัดลำปาง และย้ายมาที่สาขาวังหินเป็น “เลิศทิพย์ วังหิน” ได้ประมาณ 40 ปีแล้ว

เมื่อถามถึงเวลาในช่วงวัยเด็กของเชฟกิ๊กในร้านเลิศทิพย์ เชฟกิ๊กเล่าว่าเขาโตมากับร้านข้าวต้ม พอช่วงชีวิตหลังเรียนจบเขารู้สึกเบื่อมาก ไม่อยากทำร้านข้าวต้มต่อแล้ว อยากออกไปใช้ชีวิตและทำงานอื่น ๆ พูดได้ว่าเชฟกิ๊กทำงานมาหลายวงการมาก ไม่ว่าจะวงการพิธีกร ผู้จัดงานเบื้องหลัง ทำงานอีเวนต์ เป็นต้น แต่พอผ่านไป 10 ปี เชฟกิ๊กเริ่มรู้สึกเบื่อ ประจวบเหมาะกับพ่อของเชฟไม่สบายเลยไม่มีคนมาดูแลร้านต่อ จึงเป็นเหตุให้เชฟกิ๊กต้องสานต่อร้านเลิศทิพย์เป็นรุ่นที่ 3 

จุดเริ่มต้นของร้านอาหาร "เลิศทิพย์"

รสชาติอร่อยเหมือนเดิม แต่ความสนุกเพิ่มขึ้น

หลังจากที่ได้สานต่อร้านเลิศทิพย์ เชฟกิ๊กมีแนวคิดที่อยากเพิ่มความสนุกไปในอาหาร แต่ยังคงเทคนิคของการปรุงอาหารแบบดั้งเดิมที่สืบทอดมาเป็นรุ่นต่อรุ่น และอีกสิ่งที่ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง คือเรื่องของ “รสชาติ”

 

ที่มาของ “เลิศทิพย์ Street” 

จากความต้องการของเชฟกิ๊กที่อยากจะทำอาหารให้สนุก มีเมนูใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์คนสมัยใหม่มากขึ้น อยากให้ทุกคนเข้าถึงความอร่อยได้ง่ายขึ้น จึงเกิดเป็นร้าน “เลิศทิพย์ Street” โดยเมนูของเลิศทิพย์ Street จะเป็นอาหารตามสั่งที่ทานได้ง่าย และรวดเร็ว เหมาะกับคนที่อยากทานอาหารอร่อย ๆ แต่ไม่อยากใช้เวลานาน และ ไม่ต้องเดินทางไปถึง “เลิศทิพย์ วังหิน” เช่น คนทำงาน คนที่เดินห้าง และนักท่อง เป็นต้น

 

“นึกถึงร้านอาหารตามสั่ง นึกถึงเลิศทิพย์ Street”

ที่มาของ "เลิศทิพย์ Street"

 

จานเด็ดที่ต้องลองเมื่อนึกถึง ร้าน “เลิศทิพย์”

“นึกถึง ร้าน “เลิศทิพย์ “ก็ต้องนึกถึงหมูมะนาว” เชฟกิ๊กกล่าว..

เมนูเด็ดจานแรกของร้านเลิศทิพย์ คือหมูมะนาวที่มีเทคนิคการทำที่แตกต่างจากหมูมะนาวที่อื่น โดยหมูมะนาวของร้านเลิศทิพย์จะนำหมูไปหมักซอสสไตล์จีนก่อน แล้วนำไปทอด เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มสูตรพิเศษของร้านเลิศทิพย์

 

เมนูที่พลาดไม่ได้อีกเมนู คือ กะเพราเนื้อวากิว ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟกิ๊กได้พัฒนาเทคนิคการทำให้มีความสนุกมากขึ้น โดยการนำข้าวไปผัดกับซอสกะเพรา เพื่อให้ซอสกะเพราอยู่ทุกอณูของเม็ดข้าว..🌾

 

จานเด็ดที่ต้องลองเมื่อนึกถึง ร้าน “เลิศทิพย์” ผัดกระเพราเนื้อวากิว
ขอบคุณรูปภาพจากเพจ Lerdtip street by Chef Gigg

 

ตัวช่วยในการจัดการร้าน

เชฟกิ๊กเล่าว่าก่อนที่จะนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยจัดการร้านนั้น ร้านเลิศทิพย์ใช้การตะโกนสั่งอาหาร หรือนำกระดาษมาจดออเดอร์ซึ่งบางครั้งกระดาษจดออเดอร์ปลิวหายไปบ้าง จดออเดอร์ไม่ครบบ้าง ทำให้เกิดปัญหาออเดอร์ตกหล่น และทำออเดอร์ผิดโดยเฉพาะช่วงลูกค้าเยอะ  ๆ เมื่อเชฟกิ๊กไปสานต่อ ร้านเลิศทิพย์ จึงนำระบบ Wongnai POS รุ่น Dual Screen มาใช้แก้ปัญหาเรื่องการจัดการร้าน

 

ฟีเจอร์ของ Wongnai POS ที่ตอบโจทย์

หลังจากเชฟกิ๊กใช้ Wongnai POS มาช่วยจัดการ ร้าน “เลิศทิพย์” เชฟกิ๊กบอกว่าทำให้จัดการร้านได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะ Wongnai POS มีเครื่องพรินต์ใบออเดอร์ในตัว เพียงสั่งปุ๊บ พรินต์ใบออเดอร์ส่งให้ครัวได้เลย นอกจากนี้ Wongnai POS มีรายงานยอดขายที่แม่นยำที่สามารถดูได้ผ่านแอปฯ มือถืออย่าง POS Manager App ทำให้รู้ทั้งเมนูขายดี ช่วงเวลาขายดีโดยไม่ต้องเข้ามาที่ร้าน ไม่เพียงเท่านั้น Wongnai POS ยังช่วยให้พนักงานจัดการสต๊อกได้แม่นยำ และสามารถเตรียมวัตถุดิบได้เพียงพอ

 

Wongnai POS คุ้มค่าไหมที่จะลงทุน ?

 

ตัวช่วยแก้ปัญหาสลิปปลอม

อีกฟีเจอร์หนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย สำหรับ ร้าน “เลิศทิพย์ Street” คือ ฟีเจอร์ Wongnai POS Pay ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยแก้ปัญหาสลิปปลอมได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะร้านอาหารในห้างที่ต้องการความรวดเร็วที่ทำให้ในบางครั้งพนักงานเช็กสลิปไม่ทัน หรือไม่ละเอียด ทำให้เกิดปัญหาสลิปปลอม ร้านขายได้ แต่เงินหาย ! 

ซึ่งเชฟกิ๊กแชร์ว่า Wongnai POS Pay ช่วยให้ระบบสแกนชำระเงินปลอดภัย และสเถียรมากขึ้น เพราะเมื่อลูกค้าสแกนชำระเงินผ่าน QR Promptpay บน Wongnai POS แล้วระบบจะล็อกยอดชำระให้ลูกค้าเลย โดยที่ไม่ต้องคีย์ยอดชำระเอง หลังจากนั้นระบบ Wongnai POS Pay จะตรวจสอบยอดชำระบน Wongnai POS และปิดบิลให้อัตโนมัติ ซึ่งส่วนนี้ช่วยร้านได้มาก โดยเฉพาะช่วงที่ลูกค้าเยอะ และพนักงานเช็กสลิปไม่ทัน 

 

ตัวช่วยแก้ปัญหาสลิปปลอม

 

Wongnai POS คุ้มค่าไหมที่จะลงทุน ?

คำถามนี้คงเป็นคำถามยอดฮิตของเจ้าของธุรกิจร้านอาหารหลายคนว่า Wongnai POS คุ้มค่ากับการลงทุนไหม สำหรับเชฟกิ๊กเองนั้น เชฟได้บอกว่า Wongnai POS คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะเปรียบเสมือนเครื่องทุ่นแรง และช่วยประหยัดเวลาในการทำงาน ทำให้จัดการร้านได้สะดวกขึ้นมาก ✨

 

ปักหมุดความอร่อย 😋

📌สุดท้ายนี้ หากนักชิมท่านไหนอยากลองชิมเมนูเด็ดที่ร้านเลิศทิพย์ สามารถไปทานกันได้ทั้งที่

เลิศทิพย์ สาขาวังหิน

📍แผนที่ : https://g.co/kgs/25CuwBz

📱 ช่องทางติดต่อ : Facebook 

เลิศทิพย์ Street สาขา Emsphere

📍แผนที่ : https://g.co/kgs/82qj1C1 (ศูนย์การค้า Emsphere ชั้น G)

📱 ช่องทางติดต่อ : Facebook 

เลิศทิพย์ Street สาขา Phenix ประตูน้ำ

📍แผนที่ : https://g.co/kgs/pbmD3C5

📱 ช่องทางติดต่อ : Facebook 


Wongnai POS Pay เปิดใช้งานง่าย

ผู้ใช้งาน Wongnai POS สามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์ Wongnai POS ได้เลย โดยไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม เพียง 👉🏻 คลิก

📍 สำหรับท่านที่สนใจ Wongnai POS พร้อมเปิดใช้งาน Wongnai POS Pay สามารถลงทะเบียนได้เลยที่ 👉🏻 คลิก หรือแอด LINE ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญระบบ POS 👉🏻 https://lin.ee/XQgLQOj

“HAAB” แชร์เคล็ดลับการจัดการร้านให้ขายได้กว่า 5.5 ล้านชิ้นต่อเดือน !

HAAB ขนมไข่สงขลา จัดการร้านอย่างไรให้ขายได้กว่า 5.5 ล้านชิ้นต่อเดือน

“อยากให้ทุกคนได้ลองทานขนมไข่ สูตรต้นตำหรับของสงขลาที่อร่อย นุ่ม หอมเนย” 

หลังจากที่คุณมอสได้ทานขนมไข่ที่กรุงเทพฯ จึงได้รู้สึกถึงรสชาติที่แตกต่างจากขนมไข่ที่คุณมอสเคยทานที่จังหวัดสงขลาซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ คุณมอสเลย “อยากให้ทุกคนได้ลองชิมขนมไข่ สูตรต้นตำหรับของสงขลาที่นุ่ม หอมเนย”  ซึ่งเป็นที่มาของร้าน “HAAB ขนมไข่สงขลา” ที่ถนนบรรทัดทอง

Continue reading

ปีนี้รวย! 10 วิธีเพิ่มยอดขายให้พุ่งชัวร์

10_ways_to_boost_order

อยากเริ่มต้นปีใหม่แบบปัง ๆ พร้อมยอดขายที่พุ่งทะลุเป้าหมายกันไหม? มาทางนี้เลย! เพราะความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากการลงมือทำอย่างถูกต้อง มีเป้าหมายที่ชัดเจน และที่สำคัญคือความตั้งใจล้วน ๆ ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มต้นสร้างปีแห่งความสำเร็จไปด้วยกันเถอะ! เพราะปีนี้จะเป็นปีของเรา

10 วิธีเพิ่มยอดขายให้พุ่งชัวร์ มีอะไรบ้าง? ไปค้นหาคำตอบกันเลย

 

1. จัดการร้านอาหารอย่างมืออาชีพด้วยระบบ POS

Wongnai และ FoodStory POS นับได้ว่าเป็นตัวช่วยสำคัญมาก ในการบริหารการจัดการร้านอาหารของคุณให้มีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดการออเดอร์ การบริหารสต็อกสินค้า การจัดการข้อมูลลูกค้า และการสรุปยอดขาย Wongnai POS และ FoodStory POS ก็สามารถช่วยจัดการได้ทั้งหน้าร้านและออนไลน์อย่างครอบคลุม

2. สร้างโปรโมชั่นที่ใช่ ให้โดนใจลูกค้า

โปรโมชั่นที่ดีจะช่วยดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น เจ้าของร้านควรวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า และสร้างข้อเสนอที่น่าสนใจ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความตื่นเต้น ซึ่งเราสามารถสร้างโปรโมชั่นบน Wongnai POS และ FoodStory POS ได้ เช่น โปรโมชั่น 1 แถม 1 ส่วนลดเมนูยอดฮิต จับเซตคู่สุดคุ้ม หรือโปรโมชั่นพิเศษตามเทศกาลสำคัญต่าง ๆ เช่น ปีใหม่ วาเลนไทน์ ตรุษจีน สงกรานต์ เป็นต้น

 

 

3. เพิ่มช่องทางขายเดลิเวอรี

การเพิ่มช่องทางการขายผ่านเดลิเวอรีจะช่วยให้ร้านของคุณเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ซึ่ง Wongnai และ FoodStory POS สามารถเชื่อมต่อกับ LINE MAN เดลิเวอรี ได้อัตโนมัติ สะดวก และจัดการออเดอร์ได้ง่ายมาก 

4. รู้จักใช้การโฆษณาเพื่อเพิ่มการมองเห็น

การโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สามารถช่วยเพิ่มการมองเห็นร้านอาหารของคุณได้ ซึ่งเจ้าของร้านอาหารยุคใหม่ ควรศึกษาการลงทุนโฆษณาเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ เช่น การโฆษณาบน LINE MAN เดลิเวอรี นอกจากรูปภาพที่สวยงามน่าดึงดูดแล้ว การเลือกใช้โฆษณาก็มีผลต่อการเพิ่มการเข้าถึงได้มากเช่นกัน

 

5. ทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียให้โดดเด่น

โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางที่ทรงพลังในการสื่อสารกับลูกค้า ควรหมั่นสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่น่าสนใจ เช่น ภาพถ่ายเมนูสวย ๆ รีวิวจากลูกค้า หรือคลิปวิดีโอเบื้องหลังการทำงานในร้าน เพื่อสร้างความประทับใจและลูกค้าเกิดความอยากกิน จนกดสั่งอาหารทันที

6. กระตุ้นให้ลูกค้าทำการรีวิว

รีวิวจากลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้านอาหาร หาวิธีกระตุ้นให้ลูกค้าที่พอใจกับบริการช่วยรีวิวร้านของคุณบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น แอปฯ เดลิเวอรี  Facebook Google Maps หรือ แอปฯ Wongnai ด้วยข้อเสนอ รับส่วนลดครั้งถัดไป หรือการให้ของแถมเล็ก ๆ น้อย ๆ  

รีวิวที่ดีก็ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับร้าน ซึ่ง Wongnai และ FoodStory POS นั้นสามารถเชื่อมต่อกับ แอปฯ Wongnai ได้ ลูกค้าจึงสามารถค้นหาร้านของคุณได้ง่ายขึ้น พร้อมตามรีวิวมาชิมได้ทันที

 

7. อัปเกรดบริการให้ประทับใจด้วยฟีเจอร์ Mobile Order

ฟีเจอร์ Mobile Order ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า โดยลูกค้าสามารถสแกน QR Code สั่งอาหารผ่านมือถือได้ง่าย ๆ ช่วยลดเวลาและข้อผิดพลาดในการสั่งอาหาร เพราะออเดอร์ถูกส่งตรงเข้าครัวทันที ไม่ต้องยกมือเรียกพนักงานให้เสียเวลา เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และช่วยให้พนักงานไม่ต้องเดินรับออเดอร์ จดมือทีละโต๊ะ สามารถช่วยลดต้นทุนและลดขั้นตอนการทํางานของพนักงานได้มาก

Mobile Order ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายได้ดียิ่งกว่าที่เคย เพราะเวลาลูกค้าสแกนสั่งอาหารได้เอง ทำให้สั่งเพลินไม่สะดุด ส่งผลให้ยอดขายเฉลี่ยต่อบิลเพิ่มขึ้นถึง 18%  เมนูแนะนำยอดขายดีขึ้น 18%  และจำนวนโต๊ะลูกค้าต่อวันเยอะขึ้น 15% 

8. เพิ่มการรองรับการชำระเงินที่หลากหลายด้วยเครื่อง EDC

จากผลสำรวจอ้างอิงจากกลุ่มตัวอย่างของร้าน Wongnai POS และ FoodStory POS ที่ใช้เครื่อง EDC พบว่า ร้านที่รับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต และ e-wallet  มียอดขายเฉลี่ยต่อบิลเพิ่มขึ้นถึง 32%  แน่นอนว่าการรองรับการชำระเงินหลายรูปแบบ ทำให้สามารถให้บริการลูกค้าได้หลากหลายกลุ่ม

การเพิ่มช่องทางการชำระเงินจึงเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างยอดขายและขยายฐานลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง เครื่อง EDC นั้นสามารถเชื่อมต่อกับ POS อัตโนมัติ ลดข้อผิดพลาด และขั้นตอนในการชำระเงิน สามารถรองรับการชำระเงินครอบคลุมทุกรูปแบบ ทั้งบัตรเครดิต บัตรเดบิต LINE Pay พร้อมเพย์ และ e-wallet ชั้นนำมากมาย ทั้ง WeChat Pay และ Alipay plus

 

 

9. ใส่ใจดูแลลูกค้าประจำด้วยระบบ CRM

ระบบ CRM เชื่อมต่อกับ Wongnai และ FoodStory POS โดยตรง ทำให้เราสามารถเข้าถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าดียิ่งขึ้นด้วยข้อมูลที่จำเป็น เช่น ประวัติการใช้บริการ หรือ ยอดคะแนนสะสม เป็นกลยุทธ์เปลี่ยนลูกค้าขาจร ให้มาเป็นลูกค้าขาประจำ และทำให้ลูกค้าขาประจำกลับมาซื้อซ้ำ ด้วยการส่งข้อความ หรือ รูปภาพเพื่อนำเสนอโปรโมชั่น และส่วนลดใหม่ ๆ ได้ทันทีผ่าน LINE OA ที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลสมาชิกลูกค้า

10. วิเคราะห์ข้อมูลหลังบ้าน เพื่อปรับกลยุทธ์การขาย

การวิเคราะห์ข้อมูล Sales Report จากระบบหลังบ้านของ Wongnai และ FoodStory POS  เช่น ดูยอดขายรายวัน เมนูที่ขายดี หรือช่วงเวลาที่ลูกค้าเข้าร้านบ่อยที่สุด จะช่วยให้คุณปรับปรุงกลยุทธ์การขายให้เหมาะสมได้ นอกจากนี้ยังสามารถวิเคราะห์ได้ด้วยว่า โปรโมชั่นที่เราจัดไปนั้นมีลูกค้ามาใช้เยอะแค่ไหน เป็นโปรโมชั่นที่ผลตอบรับดีหรือไม่ แล้วครั้งต่อไปควรจะปรักลยุทธ์ยังไงให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น

 

ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของร้านเล็ก ๆ หรือกำลังบริหารร้านขนาดใหญ่ การทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคช่วย แต่ต้องอาศัยการวางแผน การปรับตัว และการลงมือทำอย่างจริงจัง เคล็ดลับทั้ง 10 ข้อนี้เป็นเหมือนแผนที่นำทางที่จะช่วยให้คุณก้าวข้ามความท้าทายและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

เริ่มต้นจากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการร้าน การสร้างความประทับใจให้ลูกค้าผ่านโปรโมชั่นและการบริการที่ยอดเยี่ยม ไปจนถึงการปรับปรุงกระบวนการทำงานด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล เจ้าของร้านทุกท่านสามารถนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ได้ทันที และปีนี้เองจะเป็นปีของคุณ


 

หากคุณกำลังมองหาระบบ POS ที่ครบจบในเครื่องเดียว Wongnai และ FoodStory POS พร้อมช่วยให้การจัดการร้านของคุณง่ายขึ้น พร้อมเชื่อมต่อทุกช่องทางการชำระเงิน ใช้งานง่าย และเหมาะกับร้านอาหารทุกรูปแบบ

สนใจลงทะเบียน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับผู้เชี่ยวชาญ 👉🏻 คลิกเลย!

15 เทคนิคการเพิ่มยอดขาย Wongnai POS FoodStory POS

71 หมูกะทะ มีเคล็ดลับการบริหารร้านยังไง? ให้เป็นร้านหมูกระทะพรีเมียม ระดับตัว TOP ของวงการ

หากถามถึงเมนูที่ครองใจคนไทยมาตลอด หมูกระทะต้องติดอันดับ Top 3 อย่างไม่ต้องสงสัย! ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงครอบครัว นัดสังสรรค์กับเพื่อน หรือมื้อเย็นธรรมดา ๆ หลายคนก็พร้อมจะลุยหมูกระทะได้ทุกวัน เรียกได้ว่าหมูกระทะกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนไทยไปแล้ว  ร้านหมูกระทะในไทยมีให้เลือกมากมายจนแทบจะทุกหัวมุมถนน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถหาหมูกระทะอร่อย ๆ ทานได้ไม่ยาก แต่ท่ามกลางร้านมากมายนี้ มีร้านหนึ่งที่โดดเด่นและครองใจคนรักหมูกระทะมายาวนาน นั่นคือ 71 หมูกะทะ นั่นเอง แล้วอะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ร้าน 71 หมูกะทะ ยังคงอยู่ในวงการและยังถูกพูดถึงเสมอกันนะ?

 

มาค้นหาความลับของร้าน 71 หมูกะทะ ที่ทำให้ใครๆ ก็ต้องร้อง “อ๋อ” เมื่อได้ยินชื่อนี้กันเลย!


ร้าน 71 หมูกะทะ มีประวัติความเป็นมายาวนาน 20 กว่าปี ซึ่งปัจจุบันบริหารโดย คุณสุพัณณิตา วงศาโรจน์ (เอมี่) ลูกสาวของเจ้าของรุ่นแรก
ซึ่งยังคงสืบสานความอร่อยและเอกลักษณ์ของร้านให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัส

 

 

จุดเริ่มต้นของร้าน 71 หมูกะทะ เป็นมายังไง?

ร้าน 71 หมูกะทะ เริ่มต้นจากคุณพ่อของคุณเอมี่ที่เปิดร้านมาก่อนคุณเอมี่จะเกิดประมาณ 3 ปี ซึ่งหมายความว่าตั้งแต่เกิดมา คุณเอมี่ก็เติบโตมากับร้านนี้ ในสมัยนั้นร้านยังเป็นร้านเล็ก ๆ แบบ Local มาก ๆ มีเพียงแค่ 5 โต๊ะเท่านั้น  ซึ่งปัจจุบันร้านที่บริหารโดยคุณเอมี่เอง ก็ได้มีการพัฒนาปรับรูปแบบของร้านให้ทันสมัยมากขึ้น พรีเมียมขึ้น นำเทคโนโลยีการบริการจัดการร้านอาหารเข้ามาช่วย แต่ยังคงความอร่อยและเมนูพิเศษดั้งเดิมไว้ให้ลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ได้มาลิ้มลองกัน ซึ่งตอนนี้ร้านก็ได้ขยายสาขาถึง 3 สาขา ได้แก่ สาขาลาดพร้าว สาขาบรรทัดทอง และสาขาใหม่ล่าสุดอย่าง สาขาบางนา ใครที่อยู่ใกล้สาขาไหนก็ไปสาขานั้นได้เลย

 

เคล็ดลับความอร่อยที่ไม่เหมือนใคร

แน่นอนว่าแฟนพันธุ์แท้ของ 71 หมูกะทะ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “น้ำจิ้มไข่ซีฟู้ด” คือน้ำจิ้มสูตรเด็ดของทางร้านสุด ๆ เพราะน้ำจิ้มซีฟู้ดของที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว   เป็นสูตรที่ใช้ซีฟู้ดเป็นเบส แต่ไม่ได้มาในสไตล์ซีฟู้ดจ๋าเหมือนที่ทานคู่กับอาหารทะเลทั่วไป ทางร้านปรับรสชาติให้น้ำจิ้มเข้ากับหมูกระทะได้อย่างลงตัวสุด ๆ และเมื่อใส่ไข่แดงเกรดพิเศษที่สามารถรับประทานดิบได้เข้าไป ยิ่งเพิ่มความนัวจนใครที่ได้ลองก็ต้องติดใจในความอร่อยอย่างแน่นอน!

ทำไมถึงเลือกใช้ FoodStory POS และฟีเจอร์ Mobile Order มาเป็นตัวช่วยในการจัดการร้าน

ก่อนที่คุณเอมี่จะเข้ามาบริหารร้านเอง คุณเอมี่ก็เคยช่วยงานในร้านตั้งแต่เด็ก หนึ่งในหน้าที่ทำคือการรับออเดอร์ ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นการจดมือทั้งหมด โดยเขียนเลขโต๊ะที่มุมขวาของกระดาษให้ลูกค้าติ๊กเลือกเมนู แต่ก็มักจะเกิดข้อผิดพลาด เช่น ลืมเขียนเลขโต๊ะหรือจดออเดอร์ผิดอยู่บ่อยครั้ง จากนั้นยังต้องนำกระดาษออเดอร์มาสรุปและเขียนบิลด้วยมืออีกด้วย

ยุคสมัยเปลี่ยน ร้านเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยเพื่อให้ร้านอยู่รอด และลูกค้าก็ประทับใจ สาเหตุที่คุณเอมี่เลือก Mobile Order เข้ามาช่วยจัดการร้าน อย่างแรกก็คือช่วยในเรื่องการจัดการพนักงาน เพราะถ้ายังบริหารแบบเดิม ๆ ให้พนักงานรับออเดอร์เอง เดินเอาออเดอร์ไปส่งให้ที่ครัวเอง นอกจากจะใช้แรงงานเยอะแล้วยังเสียเวลาอีกด้วย 

บางครั้งลูกค้าก็ไม่ประทับใจ เรียกพนักงานแล้วไม่มา มองไม่เห็น ตรวจสอบเมนูไม่ได้ พอได้ใช้ Mobile Order ก็ช่วยได้เยอะ นอกจากนี้ยังเพิ่มความรวดเร็วในการเสิร์ฟอาหารอีกด้วย เมื่อลูกค้ากดสั่งอาหารเสร็จ ออเดอร์ส่งตรงเข้าครัวได้เลย แล้วก็สามารถเตรียมออเดอร์และเสิร์ฟได้ทันทีไม่มีผิดพลาด และการสรุปบิลก็ไม่ต้องจดมืออีกต่อไป จบวันรายงานยอดขายได้อย่างแม่นยำ วางแผนวันต่อไปได้แบบไม่มีสะดุด

ข้อดีของการใช้ Mobile Order แบบ Static QR Code

ทางร้านเลือกใช้ Mobile Order แบบ Static QR Code ซึ่ง QR Code ที่ไว้สำหรับให้ลูกค้าสแกนสั่งอาหารจะติดไว้ที่โต๊ะเลย ลูกค้าสามารถสแกนสั่งได้ตลอดเวลา ไม่ต้องพะวงเรื่องกระดาษ QR Code หาชาย ไม่ต้องขอ QR Code ใหม่ทุกรอบ ประหยัดเวลา ประหยัดกระดาษ ลูกค้าก็สั่งเพลิน เมื่อเราใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการร้าน ทำให้บริการลูกค้าได้ทั่วถึงและรวดเร็ว ลูกค้าก็ประทับใจและทำให้ลูกค้าอยากกลับมาทานอีกครั้ง ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ร้านมียอดขายเพิ่มมากขึ้นด้วย

สิ่งที่คุณเอมี่อยากบอกกับคนที่ยังไม่เคยใช้ FoodStory POS และ ฟีเจอร์ Mobile Order

“คุ้มมากกกก จริง ๆ ถ้าลองหารเฉลี่ยต่อวัน มันถูกมากเลยนะคะ ถ้ามองเป็นก้อนเราอาจจะมองว่าเยอะ แต่เราลองมาเฉลี่ยเป็นค่าใช้จ่ายต่อวันดู เราจะรู้ว่าจริง ๆ แล้ว การที่เราเสียเงินเท่านี้ มันคุ้มกว่าการที่เราต้องไปจ้างคนเพิ่มอีก 3-4 คน ก็อยากให้ลองก่อนค่ะ จะได้ตัดสินใจได้ว่าดีหรือไม่ดี แต่สำหรับเอมี่เองใช้แล้วรู้สึกว่าดีขึ้นค่ะ”

 

เพราะร้านอาหารที่ดี ต้องเริ่มจากระบบที่ดี FoodStory POS

สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยในการจัดการร้านอาหาร สามารถลงทะเบียน เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/49VlmXK หรือ แอดไลน์ https://lin.ee/JZj8g4l

หากสนใจสามารถลงทะเบียนใช้งานฟีเจอร์ Mobile Order ที่นี่ คลิก

 

5 เหตุผล ที่ร้านอาหารยุคใหม่ควรใช้ เครื่อง EDC คู่กับ POS

ในยุคที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว การปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญสำหรับธุรกิจร้านอาหาร ปัจจุบันโลกของเราเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว โดยมีตัวแปรสำคัญอย่างการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ที่เร่งให้ผู้คนหันมาใช้ธุรกรรมทางการเงินออนไลน์มากขึ้น

สำหรับธุรกิจร้านอาหารเอง การปรับตัวให้สามารถรองรับการชำระเงินที่หลากหลายจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เพียงเพื่อความอยู่รอดในกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลง แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเติบโตอีกด้วย หนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้การบริหารร้านอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้นคือ การใช้เครื่อง EDC (Electronic Data Capture) เชื่อมกับระบบ POS (Point of Sale) ของ Wongnai และ FoodStory POS ซึ่งเป็นการผสานพลังของการชำระเงินแบบไร้เงินสดเข้ากับการจัดการร้านได้อย่างมืออาชีพ  

 

มาลองพิจารณากันว่า 5 เหตุผล ที่ร้านอาหารยุคใหม่ควรใช้ เครื่อง EDC เชื่อมกับ Wongnai POS และ FoodStory POS มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย!

  1. เชื่อมต่อ POS อัตโนมัติ ลดข้อผิดพลาด และขั้นตอนในการชำระเงิน

เมื่อกดชำระเงินบนระบบ POS และเลือกวิธีชำระผ่านเครื่อง EDC ยอดบิลจะถูกส่งตรงไปยังเครื่อง EDC โดยอัตโนมัติ เจ้าของร้านหรือพนักงานไม่จำเป็นต้องคีย์ยอดบิลด้วยตนเอง การทำงานที่เป็นอัตโนมัตินี้ไม่เพียงช่วยลดเวลาในการดำเนินการ แต่ยังช่วยให้ลดความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลซ้ำซ้อน และช่วยให้การทำงานมีความราบรื่นมากยิ่งขึ้น

  1. ป้องกันการทุจริตในการชำระเงิน

การชำระเงินผ่านเครื่อง EDC ไม่ได้เพียงเพิ่มความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินอีกด้วย เมื่อลูกค้าชำระเงินผ่านเครื่อง EDC เรียบร้อยแล้ว ระบบจะปิดบิล และบันทึกยอดบิลบนเครื่อง POS อัตโนมัติ ทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาบิลตกหล่นหรือสลิปปลอมที่อาจส่งผลต่อยอดขายและความน่าเชื่อถือของร้านของคุณ  ช่วยให้เจ้าของร้านอาหารมั่นใจได้ว่าทุกการทำรายการจะได้รับการบันทึกอย่างถูกต้อง

  1. รองรับการชำระเงินได้ทุกรูปแบบ

ในยุคที่ลูกค้ามีตัวเลือกการชำระเงินที่หลากหลาย การรองรับวิธีการชำระเงินที่ครบครันจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเครื่อง EDC นี้ สามารถรองรับการชำระเงินครอบคลุมทุกรูปแบบ ทั้งบัตรเครดิต บัตรเดบิต LINE Pay พร้อมเพย์ และ e-wallet ชั้นนำมากมาย ทั้ง WeChat Pay และ Alipay plus 

  1. เพิ่มโอกาสสร้างยอดขายและขยายฐานลูกค้า

การรองรับการชำระเงินหลายรูปแบบทำให้สามารถให้บริการลูกค้าได้หลากหลายกลุ่ม รวมถึงลูกค้าต่างชาติที่อาจใช้วิธีชำระเงินแตกต่างกัน การเพิ่มช่องทางการชำระเงินจึงเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างยอดขายและขยายฐานลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมีตัวเลือกที่หลากหลายจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้า และทำให้ร้านอาหารของคุณ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกรูปแบบ

  1. สรุปทุกยอดบิลในระบบ POS อย่างครบถ้วน

หลังจบวันทำการ การตรวจสอบและสรุปยอดขายเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเจ้าของร้านอาหาร ซึ่งเครื่อง EDC ที่เชื่อมต่อกับ ระบบ POS จะช่วยรวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียว  เจ้าของร้านสามารถตรวจสอบรายงานยอดขายผ่าน POS Manager App และ จากเครื่อง EDC ได้ทันที รายละเอียดการชำระเงินทุกประเภทจะถูกรวบรวมและแสดงผลอย่างครบถ้วน ทำให้หมดกังวลเรื่องยอดขายไม่ตรง และช่วยประหยัดเวลาในการจัดการบัญชี และเพิ่มความมั่นใจในความถูกต้องของรายงานยอดขายประจำวัน

 

สรุป

การใช้เครื่อง EDC เชื่อมกับระบบ POS ไม่เพียงช่วยลดขั้นตอนการทำงานและข้อผิดพลาด แต่ยังเพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้วยการรองรับการชำระเงินที่หลากหลายรูปแบบ ทั้งยังช่วยให้การจัดการร้านเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบมากขึ้น หากคุณกำลังมองหาเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับธุรกิจร้านอาหาร การเลือกใช้เครื่อง EDC เชื่อมกับระบบ POS เป็นทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม!


 

หากคุณกำลังมองหาระบบ POS ที่ครบจบในเครื่องเดียว Wongnai และ FoodStory POS พร้อมช่วยให้การจัดการร้านของคุณง่ายขึ้น พร้อมเชื่อมต่อทุกช่องทางการชำระเงิน ใช้งานง่าย และเหมาะกับร้านอาหารทุกรูปแบบ

สนใจลงทะเบียน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับผู้เชี่ยวชาญ 👉🏻 คลิกเลย!

พิเศษ! สำหรับลูกค้าปัจจุบัน Wongnai POS และ FoodStory POS รับสิทธิ์ใช้งานเครื่องรูดบัตร EDC ได้ก่อนใคร สมัครเลยที่นี่      

edc ย่อมาจาก เครื่อง EDC

Namba Shabu ร้านชาบูที่มีแรงบันดาลใจจากย่านนัมบะ ประเทศญี่ปุ่น ทำยังไงถึงมัดใจลูกค้าได้อยู่หมัด?

เมื่อพูดถึง Namba Shabu หลายคนคงนึกถึงร้านชาบูที่ถ่ายทอดบรรยากาศและรสชาติสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ ได้อย่างลงตัว เสมือนยกย่านนัมบะ ประเทศญี่ปุ่น มาไว้ในเมืองไทย ปัจจุบันร้าน Namba Shabu มีสองสาขาที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อย ได้แก่ สาขาธรรมศาสตร์รังสิต และ สาขาบรรทัดทอง ซึ่งตั้งอยู่ในย่านของกินยอดนิยมที่เป็นจุดหมายปลายทางของคนรุ่นใหม่

แต่เคยสงสัยไหมว่า อะไรที่ทำให้ Namba Shabu มัดใจลูกค้าได้อยู่หมัด ท่ามกลางร้านชาบูในไทยที่มีมากมาย? อะไรคือจุดที่ทำให้ลูกค้ากลับมาซ้ำแล้วซ้ำอีก พร้อมบอกต่อความประทับใจให้กับคนรอบตัว? ไปหาคำตอบกันเลย!

 

คุณภัทรพล บุญมี (เพียว) หุ้นส่วนร้าน Namba Shabu

คุณภัทรพล บุญมี (เพียว) หุ้นส่วนร้าน Namba Shabu

  • อะไรคือแรงบันดาลใจในการเปิดร้าน Namba Shabu 

Namba (นัมบะ) จริง ๆ แล้วเป็นชื่อย่านดังที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ย่านนี้คือขึ้นชื่อเรื่องร้านอาหารเยอะมาก มีแต่ร้านสวย ๆ ทั้งนั้น ไอเดียของเราคืออยากอยากทำร้านอาหารสักร้านที่ ราคาไม่แพง อาหารดี คุณภาพดี บริการดี และร้านสวยที่ให้กลิ่นอายญี่ปุ่นจริง ๆ ตั้งแต่รสชาติอาหารไปจนถึงบรรยากาศในร้าน เราตั้งใจแต่งร้านให้เป็นธีมญี่ปุ่นหมดเลย พอคนเข้ามาแล้วรู้สึกเหมือนได้นั่งกินชาบูอยู่ในญี่ปุ่น แถมยังได้แรงบันดาลใจจากย่าน Namba ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อร้านด้วย

  • เมนูขายดีของร้าน ที่ทำให้ลูกค้าสั่งเยอะ และสั่งซ้ำมากที่สุด

ที่ร้านขายเป็นแพ็คเกจแบบุฟเฟต์มีราคาเริ่มต้นที่ 249.- ไปจนถึง 399.- ราคาย่อมเยาแต่วัตถุดิบคุณภาพที่แนะนำอยากให้ลองเลยก็คือ เนื้อลายมันของออสเตรเลีย และเนื้อวากิว เป็นเมนูเนื้อที่ขายดีมาก ลูกค้าสั่งบ่อยและสั่งซ้ำมากที่สุด นอกจากนี้ ก็ยังมีเมนูของทอดต่าง ๆ และผลไม้เพิ่มความสดชื่นอย่าง เมล่อนญี่ปุ่นอีกด้วย

  • ทำไมถึงเลือกใช้ FoodStoyPOS มาช่วยจัดการร้าน

สำหรับการทำร้านบุฟเฟต์ ถ้าไม่มีระบบ POS ช่วยจัดการเนี่ย ต้องใช้แรงพนักงานเยอะมากจริง ๆ ครับ แต่พอได้ใช้ FoodStory POS ทุกอย่างเปลี่ยนไปเลย ระบบนี้ตอบโจทย์มาก เพราะใช้งานง่าย แถมไม่ได้ช่วยแค่เรื่องการสั่งอาหารเท่านั้นนะครับ แต่ยังทำได้หลากหลาย อย่างเช็กบิล ชำระเงิน ไปจนถึงรายงานยอดขายแบบละเอียด และสรุปยอดขายของร้านได้ครบถ้วนทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับเจ้าของร้านอย่างผม FoodStory Manager App ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญ เพราะทำให้ผมสามารถดูรายงานผลต่าง ๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องเข้าร้านก็ยังบริหารจัดการได้สะดวกมาก เราเลยมั่นใจที่จะเลือกใช้ FoodStory POS ตั้งแต่เปิดร้านมาเลยครับ

  • Mobile Order ตอบโจทย์ร้านบุฟเฟต์ยังไงบ้าง ? 

Mobile Order เป็นตัวช่วยที่ทำให้การทำงานในร้านสะดวกขึ้นมากจริง ๆ ครับ ระบบนี้ช่วยลดภาระพนักงานในการรับออร์เดอร์จากลูกค้าทีละโต๊ะได้เยอะมาก แถมยังส่งออร์เดอร์ไปยังครัวได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากจะช่วยลดระยะเวลาในการรออาหารแล้ว ยังช่วยลดความผิดพลาดในการสั่งออร์เดอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยครับ

ที่สำคัญ Mobile Order ยังช่วยเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า เพราะลูกค้าสามารถสั่งอาหารได้ด้วยตัวเองสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องรอพนักงาน และการได้รับอาหารเร็วขึ้นก็ทำให้ลูกค้าประทับใจมากขึ้นครับ

ถ้าคุณกำลังมองหาชาบูที่ให้บรรยากาศและรสชาติแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ ไม่ต้องบินไปไกลถึงญี่ปุ่น เพราะเรายก พิกัดร้านชาบูจากญี่ปุ่นมาไว้ที่นี่แล้ว ไม่ควรพลาด! Namba Shabu บุฟเฟ่ต์ชาบูเนื้อวากิวสไตล์ญี่ปุ่น!

สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยในการจัดการร้านอาหาร สามารถลงทะเบียนเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

FoodStory POS และ Wongnai POS 

หากสนใจสามารถลงทะเบียนใช้งานฟีเจอร์ Mobile Order ที่นี่ คลิก 

ร้าน “Pan Bagels” เปิดร้าน“เบเกิล” อาหารที่คนไทยไม่คุ้นเคยอย่างไรให้ปังและขยายได้หลายสาขา

Bagel” หรือขนมเบเกิล ขนมที่คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคย ซึ่งเจ้าขนม “เบเกิล” คือขนมปังที่มีเนื้อสัมผัสเหนียวหนึบ แต่มีความนุ่มด้านในเล็กน้อย โดยมีหน้าตาคล้าย ๆ โดนัท และเมื่อขึ้นรูปเสร็จแล้วจะนำไปต้มในน้ำ เพื่อให้ได้ผิวสัมผัสที่เหนียวหนึบก่อนที่จะเอาเข้าในเตาอบอีกรอบ 

Continue reading

5 ปัญหาหลักที่ทำให้ ลูกค้าร้านบุฟเฟ่ต์ ต้อง “เซ็ง”

ลูกค้า #เซ็ง หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ผู้ประกอบการร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ทุกคนต้องเคยเจอ ซึ่งความไม่พอใจของ ลูกค้าร้านบุฟเฟ่ต์ นั้นมีผลกระทบกับร้านเต็ม ๆ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของยอดขายของร้าน การกลับมาทานซ้ำ การบอกต่อ รีวิวต่าง ๆ ที่แพร่ออกไปตามโลกออนไลน์
Continue reading