MICHELIN GUIDE คืออะไร???
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ดึง MICHELIN GUIDE เข้ามาที่ไทยด้วยสัญญา 5 ปี ให้ทำการสำรวจ คัดเลือก และให้ดาวกับร้านอาหารในประเทศไทย เริ่มปี 2022 เป็นปีแรก เพื่อเป็นการโปรโมทการท่องเที่ยว ทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ มาเที่ยวไทยทั้งที ก็ต้องไปกินร้านที่ทาง มิชลิน ไกด์ แนะนำสักครั้ง ทั้งนี้ร้านอาหารทั้งหมดมีหลากหลาย ตั้งแต่ร้านอาหารระดับหรูหรา หรือ Fine dining ไปจนถึงร้านอาหารข้างทาง Street Food แบบเดียวกับที่เห็นกันบ่อย ๆ ในฮ่องกง ญี่ปุ่น และในประเทศอื่น ๆ โดยปีแรกนั้นประเทศไทยเรายังไม่มีร้านที่ติด 3 ดาวเลยแม้แต่ร้านเดียว วันนี้ FoodStory จึงขอมาอธิบายเพิ่มเติมว่า มิชลินไกด์ คืออะไร และทำอย่างไรถึงจะได้มา

เรามาทำความรู้จัก MICHELIN GUIDE กันดีกว่า
สำหรับคนที่ยังไม่รู้เรื่องราวของ MICHELIN GUIDE มาก่อนต้องบอกว่า มันคือการจัดอันดับร้านอาหารโดยการให้ดาว ตั้งแต่ 1 ดาว, 2 ดาว และ 3 ดาว จากร้านอาหารที่นำเสนออาหารคุณภาพดีที่สุด โดยพิจารณาจาก คุณภาพวัตถุดิบ, เทคนิคการปรุงอาหาร, รสชาติอาหาร, ความคิดสร้างสรรค์ และ ความเสมอต้นเสมอปลาย
- ร้านอาหารที่ได้ 3 ดาว ถือเป็น สุดยอดร้านอาหาร ที่ควรค่าแก่การเดินทางไกลเพื่อไปชิมสักครั้ง
- ร้านอาหารที่ได้ 2 ดาว คือ ร้านอาหารยอดเยี่ยม ที่ควรค่าแก่การขับรถออกนอกเส้นทางเพื่อแวะชิม
- ร้านอาหารที่ได้ 1 ดาว คือ ร้านอาหารคุณภาพสูงที่ควรค่าแก่การหยุดแวะชิม
นอกจากจากดาวมิชลิน หรือ MICHELIN Star แล้ว ยังมีรางวัลลิล กูร์มองด์ ที่ใช้สัญลักษร์ บิเบนดัม (Bibendum – ห่วงยางตัวสีขาว) ร้านอาหารที่ได้สัญลักษณ์นี้ คือ ร้านโปรดของผู้ตรวจสอบมิชลินที่เสิร์ฟอาหารคุณภาพดีในราคาไม่เกิน 1,000 บาท (อาหาร 3 คอร์สไม่รวมเครื่องดื่ม) หรือเรียกง่าย ๆ ว่าอร่อย รสชาติดี ในราคาที่เข้าถึงได้นั่นเอง และสุดท้ายคือ สัญลักษณ์ MICHELIN Plates (มิชลิน เพลท) ซึ่งก็คือร้านอาหารคุณภาพดีที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่ และปรุงอย่างพิถีพิถัน
จุดเริ่มต้นของมิชลินสตาร์ (Michelin Star)
จุดเริ่มต้นของมิชลินสตาร์ (Michelin Star) เกิดจากบริษัทยางรถยนตร์จากฝรั่งเศส ของสองพี่น้อง อังเดรและเอดเวิร์ด มิชลิน ที่คิดอยากกระตุ้นยอดขายยาง โดยหาวิธีให้คนเดินทางมากขึ้น ก็เลยออกไกด์บุ๊คเล่มเล็ก ๆ สีแดง ที่เรียกว่า มิชลิน ไกด์ ในปี ค.ศ. 1900 (Michelin Guide) เป็นแผนที่มิชลิน ที่นำมาใช้ในการบอกเส้นทางของสถานที่ต่าง ๆ เช่น ร้านอาหาร ( ต่อมาออกปกเขียวสำหรับ โรงแรม บาร์ ปั๊ม อู่ซ่อมรถ และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ) สำหรับนักเดินทาง
พวกเขาได้เริ่มทำครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่แล้ว แล้วเริ่มขยายออกไปหลายต่อหลายเมืองในยุโรป ข้ามไปทำถึงอเมริกาเหนือ เมื่อปี 2006 และเริ่มเข้ามาทำการตลาดในเอเชียภายหลัง โดยการกำหนดดาวให้ร้านอาหารแต่ละร้านและเชฟจะแบ่งเป็น 3 ขั้น โดยดูจากหลายองค์ประกอบ ทั้งบรรยากาศภายในร้าน รสชาติของอาหาร การตกแต่งอาหาร การบริการ ความสะอาด รวมไปถึงรสมือของเชฟ
การชิมของบรรดานักชิมของมิชลินไกด์ ค่อนข้างละเอียดลออ นักชิมเหล่านี้ อาชีพหลักเป็นนายธนาคาร ทนาย หมอ หรือนักธุรกิจที่ยินดีทำงานหนัก (ตระเวนชิม) เหล่านี้ด้วยความเต็มใจ พวกเขาเหล่านี้จะมีความรู้ความชำนาญทางด้านอาหารและรสนิยมเป็นเลิศ ร้านอาหารหนึ่งร้าน อาจต้องใช้เวลาชิม 3-4 ครั้งใน 1 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างนั้นเสมอต้นเสมอปลาย ทั้งรสชาติ การบริการและทุก ๆ อย่าง
นอกจากนี้จดหมายจากลูกค้าที่เขียนถึงมิชลินไกด์ ก็จะถูกนำมาเป็นส่วนประกอบในการพิจารณาด้วยการให้ดาวของมิชลินไกด์จะมีการสำรวจและเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยทุกปีและมีสิทธิเรียกคืน หากไม่สามารถรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ ทำให้เชฟบางคนประกาศไม่รับมิชลินสตาร์ เพราะไม่อยากเครียดกับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ และเสียความเชื่อถือเมื่อถูกเรียกดาวคืน เพราะการโดนเรียกดาวคืน อาจส่งผลทำให้ถึงขั้นต้องปิดร้านไปเลยทีเดียว
ฉะนั้นแต่ละร้านต้องทำงานหนัก เพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อใดก็ตามที่ เหล่าสายสืบของมิชลินมาถึงร้าน ทุกอย่างจะต้องอยู่ในสภานการณ์ที่พร้อมรับมือกับวันหนัก ๆ ที่ไม่รู้ตัวมาก่อนได้เสมอ ซึ่งการมีระบบบริหารจัดการร้านอาหารหรือ POS ที่ดีก็จะช่วยทำให้ Flow ต่าง ๆ ในร้านเป็นไปได้อย่างราบรื่นและช่วยสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ตั้งแต่การรับออเดอร์ ปรุงอาหาร เสิร์ฟอาหาร ไปจนถึงการบริหารจัดการสมาชิกผ่าน FoodStory CRM ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ในการทานอาหารที่ดีที่สุดและกลับมาทานซ้ำในอนาคตอย่างแน่นอน
เชฟมิชลินสตาร์ทุกวันนี้ไม่แตกต่างจากคนดัง หลายคนต้องเดินทางไปทั่วโลกเพื่อปรุงอาหารตามเทศกาลและวาระ ความท้าทายของเชฟมิชลินจึงไม่ได้อยู่แค่การทำให้ร้านของตัวเองได้คุณภาพอยู่เสมอ แต่รวมถึงการสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ อยู่เสมอและประสบการณ์การรับประทานอาหารที่น่าประทับใจด้วย ดังนั้นการจัดการระบบต่าง ๆ ภายในร้านจึงถือเป็นเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้เลยเช่นกัน รวมถึงในปัจจุบันหลาย ๆ ร้านก็มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการพัฒนาประสบการณ์การทานอาหารของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น เช่น Mobile Order ระบบสแกนสั่งอาหารที่โต๊ะผ่าน QR Code ช่วยให้ลูกค้าสามารถดูเมนู สั่งอาหาร รวมไปถึงชำระเงินได้จากมือถือโดยไม่ต้องรอพนักงานเสมอไป ลูกค้าได้รับอาหารไว ถูกต้อง และครบถ้วน ส่วนพนักงานก็มีเวลาไปโฟกัสในการให้บริการด้านอื่น ๆ ได้เต็มที่มากยิ่งขึ้น พิเศษ! สมัครใช้งาน Mobile Order ตอนนี้รับฟรีสติกเกอร์ QR Code ฟรีไม่จำกัดจำนวนโต๊ะ >> คลิกเลยที่นี่ <<
ดังนั้นสำหรับใครก็ตามที่ต้องการคว้าดาวมิชลินให้กับร้านอาหารของตัวเอง อาจจะลองเริ่มต้นที่การใช้ FoodStory POS เพื่อเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการร้านค้าได้อย่างมืออาชีพ ด้วยฟีเจอร์ที่จำเป็นกับร้านอาหารทุกประเภท ให้คุณได้รู้ของมูลเชิงลึกของร้านค้า เพื่อนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาแผนธุรกิจและการตลาดได้ในอนาคตนั่นเอง
FoodStory POS: เพราะร้านอาหารที่ดี ต้องเริ่มต้นที่ระบบที่ดี
✅ทดลองใช้ระบบฟรี: คลิกที่นี่เลย!
โทร: 065-513-7744 กด 1
LINE: https://lin.ee/zAdDsCr
รายชื่อร้านอาหารมิชลินสตาร์ในกรุงเทพฯ
ข้อมูลจาก FoodieTaste